• Home
  • |
  • Articles
  • |
  • All
  • |
  • ปวดสะโพกร้าวลงขารักษาได้ไหม? วิธีบรรเทาอาการ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ปวดสะโพกร้าวลงขารักษาได้ไหม? วิธีบรรเทาอาการ และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

Picture of BIC PAIN Clinic

BIC Pain Clinic

Article by

อาการปวดสะโพกที่ร้าวลงไปตามขา บางครั้งลามไปถึงน่อง หรือปลายเท้าพร้อมอาการชา เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยทั้งในวัยทำงาน และผู้สูงอายุ หลายคนเข้าใจว่า เป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อจากการนั่งนาน หรือยืนนาน จึงลองยืดเส้น นวด หรือซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือเริ่มมีอาการชาร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณของกลุ่มอาการปวดร้าวลงขาทางระบบประสาทที่เรียกว่า “Sciatica” ซึ่งมีต้นตอได้หลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาที่กระดูกสันหลังเพียงอย่างเดียว

ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าปวดสะโพกร้าวลงขาเกิดจากอะไรได้บ้าง มีสัญญาณอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ และแนวทางการรักษาในปัจจุบันมีทางเลือกใดบ้าง

อาการปวดสะโพกร้าวลงขา (Sciatica) คืออะไร?

ปวดสะโพกร้าวลงขา หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “Sciatica” เป็นกลุ่มอาการปวดที่เริ่มต้นจากบริเวณเอวหรือสะโพก แล้วร้าวไปตามแนวเส้นประสาทไซแอติก (Sciatic Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทเส้นขนาดใหญ่ในร่างกาย ทอดยาวจากหลังส่วนล่างผ่านสะโพก ต้นขาด้านหลัง ลงไปจนถึงน่องและปลายเท้า

สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ Sciatica ไม่ใช่ชื่อของโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นชื่อเรียกกลุ่มอาการที่บ่งบอกว่า มีจุดใดจุดหนึ่งตลอดแนวเส้นประสาทนี้ถูกกดทับ หรือระคายเคือง ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไป

ลักษณะความเจ็บปวดจากระบบประสาทที่ควรสังเกต

ความปวดที่เกิดจากการระคายเคืองเส้นประสาทมีลักษณะแตกต่างจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปอย่างชัดเจน ผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะนี้ควรสังเกตลักษณะอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดลึกคล้ายไฟฟ้าช็อต ปวดแสบร้อน หรือปวดเสียวแปลบตามแนวเส้นประสาทตั้งแต่สะโพกลงไปถึงขา
  • มีอาการชา หรือรู้สึกซ่าคล้ายเข็มทิ่มร่วมกับอาการปวดบริเวณขาหรือเท้า
  • อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเมื่อนั่งนาน ไอ จาม หรือเบ่งถ่าย เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้เพิ่มแรงดันต่อเส้นประสาทที่ถูกกดทับอยู่
  • ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้อขาหรือเท้าอ่อนแรงร่วมด้วยหากเส้นประสาทถูกกดทับมาก

ปวดสะโพกร้าวลงขาเกิดจากอะไร? เจาะลึกต้นตอของโรค

กลุ่มอาการปวดร้าวลงขาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เส้นประสาทไซแอติกถูกกดทับหรือระคายเคือง โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามจุดกำเนิดของปัญหา คือกลุ่มที่เกิดจากกระดูกสันหลังโดยตรง และกลุ่มที่เกิดจากกล้ามเนื้อหรือโครงสร้างรอบข้าง

สาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลัง

สาเหตุกลุ่มนี้เกิดจากพยาธิสภาพบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ไปกดทับรากประสาทโดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มสาเหตุที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวลงขา ได้แก่

  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท[d] (Herniated Disc) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อย เกิดจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือฉีกขาดจนแกนกลางทะลักออกมากดทับรากประสาท
  • โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) มักพบในผู้สูงอายุ เกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลังจนช่องทางเดินของเส้นประสาทแคบลง
  • ข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบ (Facet Joint Arthritis) หรือภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท

สาเหตุที่เกิดจากกล้ามเนื้อและโครงสร้างรอบข้าง

นอกเหนือจากกระดูกสันหลัง ยังมีโครงสร้างอื่นบริเวณสะโพกและเชิงกรานที่อยู่ใกล้เส้นประสาทไซแอติก ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มต่อไปนี้

  • กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome) เกิดจากกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสบริเวณก้นชั้นลึกหดเกร็งหรือมีพังผืด จนไปกดทับเส้นประสาทไซแอติกที่อยู่ด้านล่าง มักปวดมากขึ้นเมื่อนั่งนานหรือนั่งไขว่ห้าง
  • ข้อต่อเชิงกรานอักเสบ (Sacroiliac Joint Pain) ทำให้ปวดบริเวณสะโพกด้านหลังและอาจร้าวลงขาได้ในบางราย
  • กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังอักเสบจากการใช้งานหรือเล่นกีฬา ซึ่งอาจทำให้ปวดร้าวคล้ายกับอาการของเส้นประสาทถูกกดทับ

สังเกตอาการปวดสะโพกร้าวลงขา สัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์

อาการปวดสะโพกร้าวลงขาที่ต้องไปพบแพทย์

เนื่องจากกลุ่มอาการปวดร้าวลงขามีสาเหตุได้หลากหลาย การสังเกตลักษณะอาการอย่างละเอียดจึงช่วยให้ประเมินความรุนแรงเบื้องต้นได้ ก่อนตัดสินใจว่าควรพบแพทย์เร่งด่วนเพียงใด

ทำไมอาการปวดร้าวลงขามักเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดร้าวลงขามักรู้สึกปวดที่ขาข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่ค่อยพบอาการทั้งสองข้างพร้อมกัน สาเหตุเป็นเพราะเมื่อหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมา มักปลิ้นไปทางด้านข้างเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้กดทับรากประสาทเพียงฝั่งเดียว

ในทำนองเดียวกัน กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส (Piriformis muscle) ที่หดเกร็งจนกดทับเส้นประสาทก็มักเกิดขึ้นเฉพาะข้างใดข้างหนึ่งเช่นกัน หากพบว่ามีอาการปวดร้าวลงขาทั้งสองข้างพร้อมกัน ควรถือเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง และรีบพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทาง

แม้อาการปวดร้าวลงขาส่วนใหญ่จะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่มีกลุ่มอาการที่บ่งชี้ว่าเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโดยไม่รอช้า ได้แก่

  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไหลออกเองโดยไม่รู้ตัว
  • มีอาการชาบริเวณฝีเย็บ อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก ลักษณะคล้ายชาบริเวณที่สัมผัสอานม้า (Saddle Anesthesia)
  • กล้ามเนื้อขาหรือข้อเท้าอ่อนแรงอย่างรวดเร็ว เช่น ยกปลายเท้าไม่ขึ้น เดินสะดุดง่าย
  • ปวดร้าวหรือชาลงขาทั้งสองข้างพร้อมกัน
  • ปวดฉับพลันรุนแรงจากอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ หรือมีอาการปวดต่อเนื่องนานเกิน 4 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น

ใครบ้างที่เสี่ยงต่ออาการปวดสะโพกร้าวลงขา?

ความเสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดร้าวลงขาแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มปัจจัยหลัก คือปัจจัยที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติของแต่ละบุคคล และปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้

ปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคลและช่วงวัย

ปัจจัยกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายและวัยของแต่ละบุคคล ซึ่งส่งผลต่อความยืดหยุ่นของโครงสร้างกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อ

  • อายุ พบมากในช่วงวัยกลางคนถึงผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นช่วงที่หมอนรองกระดูกและข้อต่อเริ่มเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ ซึ่งเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนเอว
  • การสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลเสียต่อการลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงหมอนรองกระดูก
  • ภาวะเครียดสะสม ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและหลังหดเกร็งมากขึ้น

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและอาชีพ

พฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันหรือลักษณะงานบางประเภทก็เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาได้เช่นกัน

  • นั่งทำงานท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งไขว่ห้างซึ่งเพิ่มแรงกดต่อกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส
  • อาชีพ หรือกิจกรรมที่ต้องยกของหนัก หรือก้มบิดเอวบ่อย ๆ เช่น งานขนย้าย หรือกีฬาที่ใช้หลังหนัก
  • อาชีพที่ต้องขับรถ หรือนั่งเป็นเวลานาน เช่น พนักงานขับรถหรือพนักงานออฟฟิศ
  • การเคลื่อนไหวบิดหมุนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเฉียบพลัน

ปวดสะโพกร้าวลงขาวินิจฉัยอย่างไร?

การวินิจฉัยอาการปวดร้าวลงขาเริ่มต้นจากการซักประวัติ และตรวจร่างกายโดยละเอียด แพทย์จะประเมินลักษณะอาการปวด ตำแหน่งที่ร้าว รวมถึงตรวจการทำงานของเส้นประสาทไซแอติก เช่น การทดสอบยกขาตรงขณะเหยียดเข่าเพื่อดูว่ามีการระคายเคืองเส้นประสาทหรือไม่ และตรวจร่างกายในท่าที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสยืดตัว เพื่อช่วยแยกว่าอาการปวดมาจากกระดูกสันหลัง หรือกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก

การตรวจประเมินเชิงลึกทางรังสีวิทยา

ในรายที่อาการไม่ชัดเจน หรือมีสัญญาณอันตรายที่ต้องประเมินเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อยืนยันตำแหน่งและสาเหตุของการกดทับให้ชัดเจนขึ้น ได้แก่

  • การเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อประเมินโครงสร้างกระดูกสันหลังเบื้องต้น
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) บริเวณกระดูกสันหลังหรือเชิงกราน เพื่อดูตำแหน่งและความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทหรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส
  • การตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (Electrodiagnostic Test) เพื่อช่วยแยกว่าอาการเกิดจากเส้นประสาทบริเวณหลังหรือบริเวณสะโพก
  • การฉีดยาชาเพื่อวินิจฉัยเฉพาะจุด (Diagnostic Block) ในบางกรณีเพื่อยืนยันตำแหน่งที่แท้จริงของอาการปวด

แนวทางการรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

วิธีรักษาปวดสะโพกร้าวลงขา

แนวทางการรักษาอาการปวดร้าวลงขาโดยทั่วไปจะเรียงลำดับจากวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกายไปจนถึงการผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การดูแลเบื้องต้น และการปรับพฤติกรรมด้วยตนเอง

ในระยะแรกที่มีอาการปวด ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ก่อนพบแพทย์ ดังนี้

  • หยุดกิจกรรมที่กระตุ้นให้อาการปวดแย่ลง เช่น การนั่งไขว่ห้างหรือยกของหนัก
  • ประคบเย็นในช่วง 1-2 วันแรกที่มีอาการปวดเฉียบพลัน และประคบอุ่นเมื่ออาการเริ่มทุเลาเพื่อคลายกล้ามเนื้อ
  • ปรับท่านั่งและท่ายืนให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการนั่งท่าเดิมนานเกินไป
  • รับประทานยาบรรเทาปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

หากอาการยังไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเองเบื้องต้น การทำกายภาพบำบัดถือเป็นแนวทางหลักถัดมา เนื่องจากช่วยแก้ไขที่ต้นเหตุของกล้ามเนื้อ และโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง

  • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพกและหลังส่วนล่าง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสในรายที่สงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท
  • การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle Exercise) เพื่อพยุงกระดูกสันหลังและลดแรงกดต่อเส้นประสาท
  • การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เช่น อัลตราซาวด์ เลเซอร์ หรือคลื่นกระแทก เพื่อช่วยลดปวดและคลายกล้ามเนื้อ
  • การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาลดอาการปวดจากเส้นประสาทตามดุลยพินิจของแพทย์

การระงับปวดแบบมุ่งเป้าโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ (Interventional Pain Management)

ในกรณีที่รักษาด้วยยา และกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดร้าวลงขารุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาหัตถการแผลเล็กเพื่อเข้าถึงบริเวณที่ก่อให้เกิดอาการปวดโดยตรง เช่น การฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง (Epidural Steroid Injection หรือ ESI)เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกกดทับ

หรือการฉีดยาเฉพาะจุดที่กล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส ในรายที่สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท

โดยหัตถการเหล่านี้มักทำภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อให้เข็มเข้าถึงตำแหน่งที่แม่นยำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่รู้สึกเจ็บบริเวณที่แทงเข็มเพียงเล็กน้อยและสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน

การรักษาด้วยการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก

หากอาการปวดรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดผ่านกล้องเป็นทางเลือกสุดท้าย เช่น

  • การผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic Discectomy) ในรายที่สาเหตุมาจากกระดูกสันหลัง
  • การผ่าตัดสลายพังผืดกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส ในรายที่สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหนีบเส้นประสาท และไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น

โดยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างในอดีตมาก ทำให้เนื้อเยื่อโดยรอบบาดเจ็บน้อยลง และใช้เวลาฟื้นตัวไม่นาน เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดแผลแบบดั้งเดิม

วิธีป้องกันอาการปวดสะโพกร้าวลงขาไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการลดโอกาสที่อาการปวดร้าวลงขาจะกลับมาเป็นซ้ำ โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 2 ด้านหลัก

การจัดสรีระร่างกายให้ถูกต้อง (Ergonomics)

การจัดท่าทางในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม ช่วยลดแรงกดต่อกระดูกสันหลัง และกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกได้อย่างมาก โดยควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมต่อไปนี้

  • นั่งทำงานโดยใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับส่วนโค้งของหลัง และลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-45 นาที
  • หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่มแรงกดต่อกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิส
  • ยกของหนักด้วยการย่อเข่าและใช้กำลังขาแทนการก้มหลัง
  • ปรับความสูงของโต๊ะ เก้าอี้ และจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสรีระ

การปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพกระดูกและกล้ามเนื้อ

การดูแลสุขภาพโดยรวมในระยะยาวช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร

  • ออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
  • ยืดเหยียดกล้ามเนื้อสะโพกและหลังส่วนล่างเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนและหลังทำกิจกรรมที่ใช้หลังหนัก
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระที่กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับ
  • งดสูบบุหรี่ เนื่องจากส่งผลเสียต่อการลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงหมอนรองกระดูกและเนื้อเยื่อโดยรอบ

รักษาปวดสะโพกร้าวลงขาที่ต้นเหตุโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ที่ BIC Pain Clinic

Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้บริการประเมินและวางแผนการรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) โดยแพทย์จะตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม ผ่านหัตถการแผลเล็กที่เข้าถึงบริเวณที่ก่อให้เกิดอาการปวดโดยตรง โดยมีจุดเด่นดังนี้

  • ประเมินอาการและแยกสาเหตุของอาการปวดร้าวลงขาอย่างละเอียด ไม่ว่าจะมาจากกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก
  • โปรแกรม ESI (Epidural Steroid Injection) ฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลังภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกกดทับ ราคา 28,690 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขอาการที่แพทย์ประเมิน
  • สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังจากข้อต่อกระดูกสันหลังอักเสบร่วมด้วย มีโปรแกรม RFA[e] (Radiofrequency Ablation) จี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ราคา 150,000–210,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขอาการที่แพทย์ประเมิน
  • เน้นแนวทางที่ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ และลดการพึ่งพายาแก้ปวดในระยะยาว

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดสะโพกร้าวลงขาหรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายเข้ารับการประเมินได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain

Summary

ปวดสะโพกร้าวลงขาเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการระคายเคือง หรือกดทับเส้นประสาทไซแอติก ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย ทั้งจากกระดูกสันหลัง เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ และจากกล้ามเนื้อรอบข้าง เช่น กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลรักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด ขณะที่บางรายอาจต้องอาศัยหัตถการแผลเล็ก หรือการผ่าตัดผ่านกล้องเมื่ออาการรุนแรงขึ้น สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ปล่อยทิ้งไว้จนอาการลุกลาม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดสะโพกร้าวลงขา

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลและรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา เพื่อช่วยคลายข้อสงสัยก่อนตัดสินใจเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์

อาการปวดร้าวลงขากี่วันหาย?

ระยะเวลาที่อาการทุเลาลงแตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละราย โดยทั่วไปอาการปวดร้าวลงขาแบบเฉียบพลันที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมมักเริ่มตอบสนองต่อการรักษาภายในไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล หรือยังคงมีพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการอยู่ อาจกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังที่ต้องใช้เวลารักษานานขึ้น จึงควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทต่างจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างไร?

ทั้งสองภาวะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขาคล้ายกัน แต่ตำแหน่งที่เส้นประสาทถูกกดทับต่างกัน หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดจากพยาธิสภาพที่กระดูกสันหลัง มักมีอาการปวดหลังช่วงเอวร่วมด้วย และอาการมักแย่ลงเมื่อก้มตัว ไอ หรือจาม

ส่วนกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท เกิดจากกล้ามเนื้อพิริฟอร์มิสบริเวณก้นชั้นลึกหดเกร็งไปกดทับเส้นประสาท มักปวดตื้อ ๆ บริเวณก้นเป็นหลัก และอาการมักแย่ลงเมื่อนั่งนานหรือนั่งไขว่ห้าง

เนื่องจากอาการทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันมาก การวินิจฉัยแยกโรคที่แม่นยำจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจร่างกาย และการตรวจทางรังสีวิทยาโดยแพทย์เฉพาะทาง

หากมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา ควรไปนวดแผนไทยหรือจัดกระดูกไหม?

หากมีอาการปวดร้าวลงขา หรือชาร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการนวดแรง ดัด หรือจัดกระดูกโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน เนื่องจากในบางกรณี เช่น หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้ว การนวดแรง หรือดัดกระดูกอาจทำให้อาการกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้นได้ ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนเลือกวิธีดูแลเพิ่มเติมใด ๆ

การออกกำลังกายประเภทใดที่ผู้ป่วยปวดร้าวลงขาควรหลีกเลี่ยง?

ควรหลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่มีการก้มหลัง หรือบิดหมุนเอวอย่างรุนแรง เช่น ท่าซิทอัพแบบงอตัวเต็มที่ ท่ายกน้ำหนักที่ต้องก้มหลัง รวมถึงกีฬาที่มีแรงกระแทกสูงอย่างการกระโดด หรือวิ่งบนพื้นแข็งต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ในรายที่สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท ควรหลีกเลี่ยงท่านั่งไขว่ห้างหรือท่าที่กดทับกล้ามเนื้อก้นเป็นเวลานานด้วย ควรเลือกการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำแทน เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน และควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายทุกครั้ง

หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา

Reference

Share this article

Introduction article

If you are living with chronic pain, Bangkok Interventional Clinic

Thank you for contacting us

Bangkok Interventional Clinic Team
Message received.
And will get back to you as soon as possible.

Auto close in 5 seconds