อาการปวดหลัง หรือปวดคอเรื้อรังที่ไม่ยอมหายสักที ไม่ว่าจะกินยาแก้ปวด ทำกายภาพบำบัด หรือปรับท่าทางในชีวิตประจำวันแล้วก็ตาม ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของหลายคน โดยเฉพาะเมื่อความเจ็บปวดเริ่มรบกวนการทำงาน หรือกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ และหลายคนก็ยังไม่อยากเข้ารับการผ่าตัดใหญ่เพราะความเสี่ยงและระยะเวลาพักฟื้นที่ยาวนาน
ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ RFA หรือ Radiofrequency Ablation เทคนิคจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการอาการปวดเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
RFA คืออะไร? เทคนิคระงับปวดเฉพาะจุดที่ควรรู้
RFA หรือ Radiofrequency Ablation (จี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานความร้อนซึ่งเกิดจากคลื่นวิทยุความถี่สูง จี้ไปยังเส้นประสาทเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่นำสัญญาณความเจ็บปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังไปยังสมอง เพื่อลด หรือระงับการรับรู้ความปวดในบริเวณนั้น โดยไม่ต้องเปิดแผลผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างกระดูกสันหลังโดยตรง
หัตถการนี้ใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผิวหนังภายใต้การนำวิถีด้วยภาพถ่ายรังสี จึงจัดอยู่ในกลุ่มหัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive Procedures) ที่แพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวดใช้เป็นทางเลือกก่อนพิจารณาการผ่าตัดใหญ่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า RFA แตกต่างจากการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบดั้งเดิมอย่างไร ลองเปรียบเทียบจุดสำคัญของทั้งสองวิธีในตารางด้านล่างนี้
ความแตกต่างระหว่าง RFA กับการผ่าตัดโครงสร้างกระดูกสันหลัง
หลายคนมักสับสนว่า RFA เป็นการผ่าตัดรูปแบบหนึ่งหรือไม่ ทั้งที่จริงแล้วทั้งสองวิธีมีเป้าหมาย และขั้นตอนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังสรุปในตารางต่อไปนี้
| ประเด็นเปรียบเทียบ | RFA (จี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ) | การผ่าตัดโครงสร้างกระดูกสันหลัง |
| เป้าหมายการรักษา | ระงับสัญญาณความปวดที่ต้นเหตุผ่านเส้นประสาทเฉพาะจุด โดยไม่แก้ไขโครงสร้างกระดูก | แก้ไข ตัดแต่ง หรือเชื่อมโครงสร้างกระดูกสันหลังที่ผิดปกติโดยตรง |
| ขนาดแผล | ใช้เข็มขนาดเล็กสอดผ่านผิวหนัง ไม่มีการเปิดแผลผ่าตัด | ต้องเปิดแผลเพื่อเข้าถึงโครงสร้างกระดูกสันหลัง |
| การดมยา | ใช้ยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับยาระงับความรู้สึกระดับเบาตามดุลยพินิจของแพทย์ | ส่วนใหญ่ต้องดมยาสลบ |
| ระยะเวลาพักฟื้น | ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน | ต้องนอนโรงพยาบาลและพักฟื้นเป็นระยะเวลานานกว่า |
| Suitability | เหมาะกับอาการปวดที่มีต้นเหตุจากข้อต่อกระดูกสันหลังชัดเจน และยืนยันได้จากการฉีดยาชาทดสอบ | พิจารณาเมื่อมีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลังชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล |
RFA มีกลไกการทำงานอย่างไรในการจัดการความเจ็บปวด?
หัวใจสำคัญของการรักษาด้วย RFA อยู่ที่การจัดการกับเส้นประสาทแขนงเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “Medial Branch Nerves” ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกจากข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) โดยตรง เมื่อข้อต่อนี้เกิดการอักเสบ หรือเสื่อมสภาพ เส้นประสาทดังกล่าวจะส่งสัญญาณความปวดผ่านไขสันหลังขึ้นไปยังสมอง แพทย์จึงใช้ RFA เข้าไปจัดการกับเส้นประสาทแขนงนี้โดยเฉพาะ เพื่อตัดวงจรการรับรู้ความเจ็บปวด
กลไกการทำงานแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้
1. การเปลี่ยนคลื่นความถี่เป็นพลังงานความร้อนมุ่งเป้า
แพทย์จะสอดเข็มเฉพาะที่สามารถปล่อยคลื่นความถี่วิทยุไปยังตำแหน่งของเส้นประสาท Medial Branch ที่เป็นเป้าหมาย จากนั้นคลื่นวิทยุจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ปลายเข็ม โดยควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 80 องศาเซลเซียส เพื่อจี้ทำลายการทำงานของเส้นประสาทเส้นนั้นให้หยุดส่งสัญญาณความปวดชั่วคราว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบในวงกว้าง
2. การนำวิถีด้วยภาพถ่ายรังสีที่มีความแม่นยำ
เนื่องจากเส้นประสาทที่เป็นเป้าหมายมีขนาดเล็ก และอยู่ใกล้กับโครงสร้างสำคัญของกระดูกสันหลัง แพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) ในการระบุตำแหน่งเข็มแบบเรียลไทม์ตลอดหัตถการ
วิธีนี้ช่วยให้แพทย์วางตำแหน่งปลายเข็มได้ตรงตามจุดที่ต้องการก่อนปล่อยคลื่นความถี่วิทยุ ลดโอกาสที่พลังงานความร้อนจะกระทบเนื้อเยื่อ หรือเส้นประสาทข้างเคียงที่ไม่เกี่ยวข้อง
RFA รักษาอาการปวดเรื้อรังแบบไหนได้บ้าง?

แม้ RFA จะเป็นที่รู้จักในฐานะการรักษาอาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเป็นหลัก แต่เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาวะปวดเรื้อรังอีกลักษณะหนึ่งด้วยหลักการที่ใกล้เคียงกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
อาการปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint Pain)
ข้อต่อฟาเซ็ต (Facet Joint) เป็นข้อต่อขนาดเล็กที่อยู่ด้านหลังของกระดูกสันหลังแต่ละปล้อง ทำหน้าที่ช่วยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหว และมีความมั่นคง เมื่อข้อต่อนี้เสื่อม หรืออักเสบจะทำให้เกิดอาการปวดที่พบได้บ่อยในผู้ที่ปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรัง
ลักษณะอาการเฉพาะคือ มักปวดมากขึ้นเมื่อยืน หรือเดินนาน ๆ รวมถึงเวลาแอ่นตัว หรือบิดตัว และอาการปวดร้าวมักไม่เกินระดับสะโพกหรือต้นขาด้านหลัง ซึ่งแตกต่างจากอาการปวดร้าวจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่มักร้าวลึกลงไปถึงขา หรือเท้า
RFA จึงเป็นทางเลือกในการรักษาอาการปวดจากข้อต่อฟาเซ็ตที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การใช้ยาแก้ปวด หรือกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
ภาวะหมอนรองกระดูกยื่น หรือฉีกขาดในระดับเริ่มต้น (Nucleoplasty)
Nucleoplasty หรือการสลายเนื้อหมอนรองกระดูกด้วยคลื่นความถี่วิทยุ เป็นเทคนิคที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุในลักษณะใกล้เคียงกับ RFA แต่ควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่า อยู่ที่ประมาณ 40-70 องศาเซลเซียส เพื่อสลาย และลดปริมาตรของเนื้อเยื่อหมอนรองกระดูกส่วนที่ยื่นออกมากดทับเส้นประสาท แทนที่จะจี้ทำลายเส้นประสาทโดยตรงแบบ RFA ทั่วไป
เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ที่มีภาวะหมอนรองกระดูกยื่น หรือมีรอยฉีกขาดชั้นนอกในระดับเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่การกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง และควรได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางก่อนพิจารณาว่าเหมาะกับวิธีนี้หรือไม่
การทำ RFA เจ็บไหม และใช้เวลานานเท่าไร?
หลายคนที่กำลังพิจารณา RFA มักมีคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกระหว่างทำหัตถการและระยะเวลาที่ต้องใช้ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ความรู้สึกและยาระงับความรู้สึกระหว่างทำหัตถการ
ก่อนเริ่มหัตถการ แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณผิวหนังที่จะสอดเข็ม ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยคล้ายเข็มฉีดยาทั่วไปในช่วงแรก และอาจรู้สึกตึงหรือหน่วง ๆ ขณะที่แพทย์ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุ ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วยตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวมากขึ้นตลอดการทำหัตถการ
ระยะเวลาการทำหัตถการและการพักฟื้น
โดยทั่วไป การทำ RFA ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับจำนวนตำแหน่งที่ต้องรักษา ขั้นตอนหลักของหัตถการมีดังนี้
- แพทย์ซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อยืนยันตำแหน่งข้อต่อที่เป็นสาเหตุของอาการปวด
- ฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณผิวหนังที่จะสอดเข็ม
- สอดเข็มไปยังตำแหน่งเส้นประสาทเป้าหมายภายใต้การนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์นำทาง
- ปล่อยคลื่นความถี่วิทยุเพื่อจี้เส้นประสาทตามระยะเวลาที่กำหนด
- ผู้ป่วยพักสังเกตอาการในห้องพักฟื้นประมาณ 30-60 นาทีก่อนกลับบ้าน
หลังทำหัตถการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกันโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล แต่ควรมีผู้ดูแลมาด้วยในวันที่ทำหัตถการ เนื่องจากอาจมีอาการมึนงงเล็กน้อยจากยาที่ได้รับ
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาปวดเรื้อรังด้วยวิธี RFA?

การพิจารณาว่าใครเหมาะกับ RFA ต้องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปแล้วกลุ่มผู้ป่วยที่มักได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้มีลักษณะดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอาการปวดคอหรือปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าอาการปวดมีต้นเหตุจากข้อต่อกระดูกสันหลัง
- ผู้ที่ผ่านการฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาท (Medial Branch Block) เพื่อทดสอบแล้วอาการปวดลดลงอย่างชัดเจน
- ผู้ที่รักษาด้วยยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดมาระยะหนึ่งแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวัง
- ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพายาแก้ปวดในระยะยาว หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ได้
ในทางกลับกัน ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อบริเวณที่จะทำหัตถการ มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด หรือมีอาการปวดที่ไม่ได้มีต้นเหตุจากข้อต่อฟาเซ็ต เช่น ปวดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง มักไม่ใช่กลุ่มที่เหมาะกับการรักษาด้วย RFA และควรได้รับการประเมินแนวทางอื่นจากแพทย์แทน
ข้อควรรู้และการเตรียมตัวก่อน-หลังตัดสินใจทำ RFA
การเตรียมตัวให้พร้อมทั้งก่อนและหลังทำหัตถการมีผลต่อความราบรื่นของการรักษาและการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบคอบโดยตรง จึงควรทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติในแต่ละช่วงให้ชัดเจน
แนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนทำหัตถการ
ก่อนพิจารณาทำ RFA แพทย์มักแนะนำให้ทำการฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทเพื่อทดสอบก่อนเสมอ เนื่องจากเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า อาการปวดมีต้นเหตุจากข้อต่อกระดูกสันหลังจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อควรเตรียมตัวเพิ่มเติมดังนี้
- แจ้งประวัติการใช้ยา โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด ให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
- แจ้งประวัติการแพ้ยาชาหรือยาอื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้น
- งดอาหารและน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด ในกรณีที่ต้องได้รับยาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายร่วมด้วย
- เตรียมผู้ดูแลมาด้วยในวันทำหัตถการ เนื่องจากไม่ควรขับรถกลับเองทันที
การปฏิบัติตัวหลังทำหัตถการและโอกาสเกิดอาการซ้ำ
หลังทำ RFA ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองเล็กน้อยบริเวณที่แทงเข็มในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป และมักดีขึ้นเอง ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงหนักหรือบิดเอี้ยวตัวมาก ๆ ในช่วงแรกหลังทำหัตถการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
สำหรับผลของการรักษา อาการปวดมักจะค่อย ๆ ลดลง และเห็นผลชัดเจนขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ ไม่ใช่อาการที่หายไปทันทีหลังทำหัตถการ
ในแง่ของความเสี่ยงและผลข้างเคียง หัตถการนี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับการผ่าตัดใหญ่ แต่ก็อาจพบอาการบวมช้ำน้อย หรือรู้สึกไม่สบายตัวบริเวณที่ทำหัตถการได้ในบางราย และเนื่องจากเส้นประสาทสามารถงอกใหม่ได้ตามธรรมชาติ อาการปวดจึงมีโอกาสกลับมาอีกในอนาคต โดยเฉพาะหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่ง หรือยืนท่าเดิมนาน ๆ หรือเอี้ยวบิดตัวบ่อยครั้ง แพทย์จึงมักแนะนำให้ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง และหน้าท้องควบคู่ไปด้วย เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
จี้เส้นประสาทระงับปวดด้วย RFA ที่ BIC Pain Clinic
Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้บริการโปรแกรม RFA สำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอ ปวดหลังส่วนล่าง หรือปวดจากข้อต่ออักเสบเรื้อรัง โดยเน้นการวินิจฉัยหาต้นเหตุของอาการปวดอย่างละเอียดก่อนวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ให้เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
- วินิจฉัยยืนยันตำแหน่งที่มาของอาการปวดด้วยการฉีดยาชาทดสอบก่อนวางแผนทำ RFA
- ทำหัตถการโดยแพทย์เฉพาะทางภายใต้การนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์นำทาง
- ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
- ราคาโปรแกรม RFA อยู่ที่ 150,000-210,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขอาการที่แพทย์ประเมิน
สำหรับผู้ที่สนใจโปรแกรม RFA หรือต้องการปรึกษาแนวทางรักษาอาการปวดเรื้อรังกับแพทย์เฉพาะทาง สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain
Summary
RFA หรือ Radiofrequency Ablation คือเทคนิคจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ที่ใช้พลังงานความร้อนจัดการกับเส้นประสาทแขนงเล็กที่นำสัญญาณความปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลัง เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดคอ หรือปวดหลังเรื้อรังจากข้อต่อฟาเซ็ตที่ยืนยันแล้วว่าเป็นต้นเหตุของอาการ และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบประคับประคอง หัตถการนี้ใช้เวลาไม่นาน ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย และเป็นทางเลือกหนึ่งก่อนพิจารณาการผ่าตัดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเหมาะกับวิธีนี้หรือไม่ ยังต้องผ่านการวินิจฉัย และประเมินจากแพทย์เฉพาะทางอย่างละเอียดเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RFA (Radiofrequency Ablation)
เพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาทำ RFA มีข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจ นี่คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหัตถการนี้ พร้อมคำตอบโดยสรุป
การจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (RFA) จะส่งผลต่อการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหรือไม่?
โดยทั่วไป RFA มุ่งเป้าไปที่เส้นประสาทแขนง Medial Branch ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกปวดจากข้อต่อกระดูกสันหลังเป็นหลัก จึงไม่ค่อยส่งผลต่อกำลังกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญ แต่ในช่วงแรกหลังทำหัตถการอาจรู้สึกตึงหรือไม่คุ้นเคยบริเวณกล้ามเนื้อรอบข้อต่อได้บ้าง ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง
หลังการทำ RFA อาการปวดจะลดลงทันทีเลยหรือไม่?
อาการปวดมักไม่ได้ลดลงทันทีหลังทำหัตถการเสมอไป เพราะในช่วงแรกร่างกายยังมีปฏิกิริยาต่อการทำหัตถการอยู่บ้าง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็นอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนภายใน 2-4 สัปดาห์หลังทำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เส้นประสาทเป้าหมายหยุดการนำสัญญาณความปวดได้เต็มที่
ทำไมต้องมีการฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาท (Medial Branch Block) ก่อนทำ RFA?
การฉีดยาชาบล็อกเส้นประสาทเป็นขั้นตอนวินิจฉัยที่ช่วยยืนยันว่าอาการปวดของผู้ป่วยมีต้นเหตุจากข้อต่อกระดูกสันหลังจริงหรือไม่ หากอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนหลังฉีดยาชาทดสอบ แพทย์จึงจะพิจารณานัดหมายทำ RFA ต่อไป เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าการรักษาจะตรงกับสาเหตุของอาการปวดที่แท้จริง
หัตถการ RFA สามารถใช้รักษาอาการปวดจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรงได้ไหม?
RFA แบบมาตรฐานออกแบบมาเพื่อจัดการกับอาการปวดที่มีต้นเหตุจากข้อต่อกระดูกสันหลังเป็นหลัก จึงไม่ใช่แนวทางหลักสำหรับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่มีการกดทับชัดเจน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาแนวทางรักษาที่เหมาะสม เช่น การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด หรือแนวทางอื่นตามความรุนแรงของอาการ
หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
Reference
- HDmall.co.th ร่วมกับโรงพยาบาลนครธน, ปวดหลังแต่ไม่อยากผ่าตัด รักษาหายด้วยคลื่นวิทยุ (https://hdmall.co.th/blog/insights/hdinsight-radiofrequency-treatment-for-back-pain-by-nakornthon-hospital/), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์, รักษาปวดหลังด้วยคลื่นวิทยุ วิธีบำบัดที่ช่วยลดอาการปวดระยะยาว (https://www.sapienspainhospital.com/blog/8706/radiofrequency-back-pain-treatment), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- รศ.นพ.ปราโมทย์ เอื้อโสภณ หน่วยระงับปวด ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ระงับอาการปวดหลังด้วยวิธี RFA (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/sirirajonline2021/Article_files/1464_1.pdf), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
