อาการปวดหลังส่วนล่างที่ร้าวลงไปถึงสะโพก ต้นขา หรือน่อง เป็นปัญหาที่คนวัยทำงานและผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ หลายคนเข้าใจว่า เป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดาจากการนั่งนาน หรือยกของผิดท่า จึงลองนวด ยืดเหยียด หรือซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง แต่เมื่ออาการไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีอาการชาร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณของภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอันตรายมากน้อยเพียงใด มีอาการอย่างไรที่ควรสังเกต และแนวทางการรักษากระดูกทับเส้นประสาทในปัจจุบันมีทางเลือกใดบ้าง
กระดูกทับเส้นประสาทคืออะไร? ทำความเข้าใจโครงสร้างกระดูกสันหลัง
กระดูกสันหลังของคนเราประกอบด้วยข้อกระดูกเรียงต่อกันเป็นแนวยาว โดยมีหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral Disc) คั่นอยู่ระหว่างข้อกระดูกแต่ละข้อ
เมื่อหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพ แตก หรือปลิ้นออกมากดทับรากประสาทหรือไขสันหลังที่อยู่ใกล้เคียง จะเรียกภาวะนี้ว่า “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการปวดหลังร้าวลงขาที่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ
บทบาทสำคัญของหมอนรองกระดูกสันหลัง
ก่อนจะเข้าใจว่าเหตุใดหมอนรองกระดูกจึงกดทับเส้นประสาทได้ ควรทำความรู้จักโครงสร้าง และหน้าที่ของหมอนรองกระดูกสันหลังกันก่อน โดยหมอนรองกระดูกแต่ละชิ้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่
- แกนกลางหมอนรองกระดูก (Nucleus Pulposus) มีลักษณะนุ่มคล้ายเจล ประกอบด้วยน้ำและคอลลาเจนเป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่รับแรงกระแทก และกระจายน้ำหนักที่ส่งผ่านมายังกระดูกสันหลังขณะเคลื่อนไหว
- เปลือกหุ้มหมอนรองกระดูก (Annulus Fibrosus) เป็นเนื้อเยื่อเหนียวที่ห่อหุ้มแกนกลางเอาไว้ ช่วยให้ข้อต่อกระดูกสันหลังมีความมั่นคง รองรับการบิด หมุน ก้ม และเงยได้อย่างเหมาะสม
หมอนรองกระดูกจึงทำหน้าที่คล้ายโช้คอัพของร่างกาย เมื่อโครงสร้างทั้งสองส่วนนี้เสื่อมสภาพ หรือฉีกขาด แกนกลางที่นุ่มด้านในอาจทะลักออกมากดทับเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทนั้น ๆ ตามมา
สาเหตุของกระดูกทับเส้นประสาท และปัจจัยเร่งเสื่อมก่อนวัย
กระดูกทับเส้นประสาทไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่มักเป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ค่อย ๆ สะสมความเสื่อมให้กับหมอนรองกระดูกจนถึงจุดที่รับแรงไม่ไหว โดยแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มปัจจัยหลักดังนี้
1. ความเสื่อมสภาพตามวัยและพันธุกรรม
เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณน้ำในหมอนรองกระดูกจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงวัยที่หมอนรองกระดูกเริ่มเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ทำให้เพียงแค่ออกแรงหรือเบ่งแรง ๆ ก็อาจทำให้หมอนรองกระดูกที่อ่อนแอลงแตกออกมากดทับเส้นประสาทได้ทันที นอกจากนี้ปัจจัยทางพันธุกรรม และโครงสร้างกระดูกสันหลังของแต่ละคนก็มีส่วนกำหนดความเสี่ยงที่แตกต่างกันด้วย
2. พฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมที่ทำซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งให้หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่มักมีอิริยาบถต่อไปนี้สะสมอยู่โดยไม่รู้ตัว
- นั่งทำงานในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่งเพิ่มแรงกดต่อหมอนรองกระดูกส่วนเอวมากกว่าท่ายืนตามปกติ
- ก้มหรือยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น ก้มหลังยกของแทนการย่อเข่า
- นั่งหลังค่อม ไหล่งุ้ม หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าก้มคอ เป็นเวลานานจนกลายเป็นออฟฟิศซินโดรม
- สูบบุหรี่ต่อเนื่อง เนื่องจากสารพิษในบุหรี่ส่งผลเสียต่อการลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงหมอนรองกระดูก
3. แรงกระแทกเฉียบพลัน และน้ำหนักตัว
นอกจากความเสื่อมสะสม แรงกระแทกที่เกิดขึ้นฉับพลันก็สามารถทำให้หมอนรองกระดูกแตกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การเคลื่อนไหวบิดหมุนตัวอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การไอและจามแรง ๆ ที่เพิ่มแรงดันภายในหมอนรองกระดูกอย่างกะทันหัน
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับภาระน้ำหนักมากกว่าปกติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเร่งให้หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพเร็วขึ้นเช่นกัน
อาการของกระดูกทับเส้นประสาท สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

อาการของกระดูกทับเส้นประสาทมีความแตกต่างจากอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อล้าทั่วไป เพราะมักมีลักษณะปวดร้าวไปตามแนวเส้นประสาทร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาท โดยแบ่งกลุ่มอาการที่พบบ่อยได้ดังนี้
อาการปวดร้าวตามแนวเส้นประสาท (Sciatica)
เมื่อหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ทอดยาวจากหลังส่วนล่างลงไปถึงขา ผู้ป่วยมักรู้สึกปวดลึก ๆ บริเวณเอว หรือสะโพก แล้วร้าวต่อเนื่องลงไปที่ต้นขา น่อง หรือปลายเท้าข้างใดข้างหนึ่ง อาการนี้มักรุนแรงขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเบ่ง เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้เพิ่มแรงดันภายในโพรงประสาทสันหลัง
ความผิดปกติทางความรู้สึกระบบประสาท
นอกจากอาการปวด ผู้ป่วยหลายรายยังมีความรู้สึกผิดปกติร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทถูกกดทับจนทำงานผิดปกติไปจากเดิม ได้แก่ อาการชา รู้สึกเหน็บ หรือรู้สึกคล้ายไฟฟ้าช็อตวาบขึ้นมาตามแนวขา และเท้า ซึ่งมักเกิดขึ้นในตำแหน่งเดียวกับที่มีอาการปวดร้าว
ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ในรายที่เส้นประสาทถูกกดทับรุนแรง หรือเป็นเวลานาน อาจเริ่มมีอาการกล้ามเนื้อขาหรือเท้าอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ยกปลายเท้าไม่ขึ้น เดินสะดุดง่าย หรือรู้สึกขาไม่มีแรงเวลาเดินขึ้นบันได อาการกลุ่มนี้ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเส้นประสาทได้รับผลกระทบมากขึ้น และควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยไม่ปล่อยทิ้งไว้
ไขข้อข้องใจโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอันตรายไหม?
คำตอบขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาที่ปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดในระดับไม่รุนแรงถึงปานกลาง มักตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ดี และสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้เส้นประสาทถูกกดทับต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เส้นประสาทเสื่อมสภาพถาวร และกล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่กลับมาเป็นปกติได้ ความอันตรายของโรคนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การละเลยสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรกด้วย
สัญญาณอันตรายที่ต้องเข้ารักษาโดยด่วน
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน แต่มีอาการบางกลุ่มที่จัดเป็นสัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต ซึ่งบ่งชี้ว่าเส้นประสาท หรือกลุ่มเส้นประสาทปลายไขสันหลังหางม้า (Cauda Equina) ถูกกดทับอย่างรุนแรง หากพบอาการต่อไปนี้ควรรีบเข้าพบแพทย์ทันที
- กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไหลออกเองโดยไม่รู้ตัว
- มีอาการชาบริเวณฝีเย็บ อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก ลักษณะคล้ายชาบริเวณที่สัมผัสอานม้า (Saddle Anesthesia)
- กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะข้อเท้าตกจนยกปลายเท้าไม่ขึ้น
- มีอาการปวดร้าว หรือชาลงขาทั้งสองข้างพร้อมกัน
- อาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
แนวทางการรักษากระดูกทับเส้นประสาททางการแพทย์

หลังจากซักประวัติ และตรวจร่างกายโดยละเอียดแล้ว แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูตำแหน่ง และระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทให้ชัดเจนก่อนวางแผนการรักษา โดยแนวทางการรักษากระดูกทับเส้นประสาทจะเรียงลำดับจากวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกายไปจนถึงการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาแบบอนุรักษ์นิยมสำหรับระยะเริ่มต้น
ในผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรงมาก แพทย์มักเริ่มต้นด้วยวิธีการรักษาที่ไม่รุกล้ำร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยการดูแลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
- การรับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบรรเทาปวดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
- การทำกายภาพบำบัด เช่น การดึงหลังเพื่อลดแรงกดทับ การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ รวมถึงการฝึกท่าออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
- การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับการพักผ่อนในท่าทางที่เหมาะสม
การระงับปวดแบบมุ่งเป้าด้วยหัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive)
หากรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดร้าวลงขารุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณาการฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง (Epidural Steroid Injection หรือ ESI) ซึ่งเป็นการฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปยังบริเวณรากประสาทที่ถูกกดทับโดยตรง ภายใต้การนำวิถีด้วยเครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อให้เข็มเข้าถึงบริเวณที่ก่อให้เกิดอาการปวดได้อย่างมีความแม่นยำ
ESI เป็นหัตถการแผลเล็กที่ช่วยลดการอักเสบ และบวมของเส้นประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่จะรู้สึกเจ็บบริเวณที่แทงเข็มเพียงเล็กน้อย และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน
ทางเลือกการผ่าตัดผ่านกล้องขนาดเล็ก
ในกรณีที่อาการปวดรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง ไม่ว่าจะเป็นกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic Discectomy) หรือกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง (Microscopic Discectomy) ซึ่งเป็นการสอดเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปนำส่วนของหมอนรองกระดูกที่แตกปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทออก โดยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างในอดีตมาก ทำให้กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อโดยรอบบาดเจ็บน้อยลง ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บแผลในระดับต่ำ และใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานเมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดแผลแบบดั้งเดิม
วิธีดูแลตัวเองและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
นอกเหนือจากการรักษาทางการแพทย์ การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันในการลดความเสี่ยงที่หมอนรองกระดูกจะกลับมากดทับเส้นประสาทซ้ำ โดยแบ่งการดูแลออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้
การปรับเปลี่ยนสรีระและพฤติกรรมประจำวัน
การปรับอิริยาบถให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอช่วยลดแรงกดต่อหมอนรองกระดูกได้อย่างมาก โดยควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมต่อไปนี้
- นั่งทำงานโดยใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิงรองรับส่วนโค้งของหลัง และลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุกครึ่งชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการก้มหลังยกของหนัก ให้ใช้วิธีย่อเข่าและใช้กำลังขาแทน
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อลดภาระที่กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับ
- งดสูบบุหรี่ เนื่องจากส่งผลเสียต่อการลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงหมอนรองกระดูก
การฟื้นฟูโครงหลังให้แข็งแรง
กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวที่แข็งแรงช่วยพยุงกระดูกสันหลัง และลดภาระที่ตกอยู่กับหมอนรองกระดูกโดยตรง ผู้ป่วยจึงควรออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยานแบบมีพนักพิงหลัง ร่วมกับท่าบริหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างหลังให้แข็งแรงในระยะยาว
รักษาหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่ต้นเหตุ ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ที่ BIC Pain Clinic
Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้บริการดูแลผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทด้วยแนวทางการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ผ่านหัตถการแผลเล็ก เพื่อเข้าถึงบริเวณที่เป็นสาเหตุของอาการปวดโดยตรง โดยมีจุดเด่นดังนี้
- ประเมินอาการและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลตามระดับความรุนแรงของแต่ละราย
- โปรแกรม ESI (Epidural Steroid Injection) ฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลังภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่ถูกกดทับ ราคา 28,690 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขอาการที่แพทย์ประเมิน
- สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้วแต่ยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ มีโปรแกรม FBSS (Failed Back Surgery Syndrome) ดูแลภาวะปวดหลังผ่าตัดโดยเฉพาะ ราคา 150,000–200,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขอาการที่แพทย์ประเมิน
- เน้นแนวทางที่ช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ และลดการพึ่งพายาแก้ปวดในระยะยาว
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาหรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายเข้ารับการประเมินได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain
Add CTA “นัดปรึกษาแพทย์ BIC Pain Clinic” หรือ ใส่ CTA Banner
Summary
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดจากความเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกร่วมกับพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม จนหมอนรองกระดูกแตกหรือปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ความรุนแรงของโรคนี้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลรักษาได้ด้วยยา และกายภาพบำบัด ขณะที่บางรายอาจต้องอาศัยหัตถการแผลเล็ก หรือการผ่าตัดผ่านกล้องเมื่ออาการรุนแรงขึ้น สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางโดยไม่ปล่อยทิ้งไว้ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมประจำวันเพื่อดูแลสุขภาพหลังในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูแลและรักษาภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เพื่อช่วยคลายข้อสงสัยก่อนตัดสินใจเข้ารับการตรวจประเมินกับแพทย์
เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกคนไหม?
ไม่จำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการในระยะเริ่มต้น หรือระดับความรุนแรงไม่มาก สามารถดูแลรักษาให้อาการทุเลาลงได้ด้วยการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด และการฉีดยาลดการอักเสบเข้าโพรงประสาทสันหลัง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน หรือรักษาด้วยวิธีข้างต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
นวดแผนไทยห รือจัดกระดูก ช่วยรักษากระดูกทับเส้นประสาทได้หรือไม่?
หากมีอาการปวดร้าวลงขาหรือชาร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการนวดแรง ดัด หรือจัดกระดูกโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน เนื่องจากอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่แล้วเคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้น ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์เฉพาะทางก่อนเลือกวิธีดูแลใด ๆ เพิ่มเติม
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท มีโอกาสหายเป็นปกติได้หรือไม่?
อาการปวดและความผิดปกติทางระบบประสาทสามารถทุเลาลงได้มากหลังได้รับการรักษาที่เหมาะสม แต่ผลลัพธ์ในแต่ละรายแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรง ระยะเวลาที่เส้นประสาทถูกกดทับ และการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคน เนื่องจากภาวะนี้เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกายตามวัย
หากยังคงมีพฤติกรรมที่เพิ่มภาระให้กระดูกสันหลัง เช่น ยกของหนักหรือนั่งผิดท่าต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่หมอนรองกระดูกตำแหน่งอื่นจะเสื่อม และกดทับเส้นประสาทได้อีกในอนาคต การปรับพฤติกรรมควบคู่กับการติดตามอาการกับแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ผู้ป่วยโรคกระดูกทับเส้นประสาท ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายท่าไหนบ้าง?
ควรหลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่มีการก้มหลังหรือบิดหมุนเอวอย่างรุนแรง เช่น ท่าซิทอัพแบบงอตัวเต็มที่ ท่ายกน้ำหนักที่ต้องก้มหลัง กีฬาที่มีแรงกระแทกสูงอย่างการกระโดดหรือวิ่งบนพื้นแข็งเป็นเวลานาน รวมถึงท่าโยคะที่ต้องแอ่นหรือบิดหลังส่วนล่างมากเกินไป ควรเลือกการออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำแทน เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน และควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายทุกครั้ง
หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
Reference
- โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล, หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเกิดจากอะไร มีอาการ วิธีรักษาอย่างไร (https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-bone-brain/content/herniated-disc), เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2569.
- โรงพยาบาลพิษณุเวช, จำเป็นแค่ไหน? หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ต้องผ่าตัดไหม? (https://www.pitsanuvej.com/articles/herniated-disc), เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2569.
- โรงพยาบาล KDMS, หมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาท โรคยอดฮิตที่รักษาได้ และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด (https://kdmshospital.com/article/herniated-disc/), เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2569.
