• Home
  • |
  • Articles
  • |
  • All
  • |
  • ฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดคืออะไร? เจาะลึกประโยชน์ ข้อควรระวัง และแนวทางรักษาที่ต้นเหตุ

ฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดคืออะไร? เจาะลึกประโยชน์ ข้อควรระวัง และแนวทางรักษาที่ต้นเหตุ

Picture of BIC PAIN Clinic

BIC Pain Clinic

Article by

อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา หรือปวดตามข้อต่อ และเส้นเอ็นที่กลับมาเป็นซ้ำอยู่เรื่อย ๆ ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับที่ไม่เต็มอิ่ม การทำงานที่สะดุด หรือกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน หนึ่งในแนวทางการรักษาที่แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก และระบบประสาทมักพิจารณาเมื่อการรับประทานยา หรือทำกายภาพบำบัดยังไม่เพียงพอ คือการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวด

ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดอย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อบ่งชี้ ประโยชน์ ไปจนถึงผลข้างเคียง และข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา

ยาสเตียรอยด์แบบฉีดคืออะไร?

สเตียรอยด์ที่ใช้ทางการแพทย์ในบริบทการระงับปวดคือกลุ่ม Corticosteroids (คอร์ติโคสเตียรอยด์) ซึ่งเป็นยาลดการอักเสบที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตของร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ โดยในทางการแพทย์สามารถให้ยากลุ่มนี้ได้หลายรูปแบบ ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทาเฉพาะที่ และชนิดฉีด

สำหรับ “ยาสเตียรอยด์แบบฉีด” ที่ใช้ในการระงับปวดนั้น แพทย์จะฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบโดยตรง เช่น โพรงประสาทสันหลัง ข้อต่อ หรือปลอกเอ็น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะจุดที่มีปัญหา และลดปริมาณยาที่ต้องกระจายไปทั่วร่างกายเมื่อเทียบกับการรับประทานยา

กลไกการทำงานของการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวด

ยาสเตียรอยด์ออกฤทธิ์โดยยับยั้งสารสื่ออักเสบที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อ หรือเส้นประสาทได้รับการระคายเคือง ไม่ว่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท ข้อต่อที่เสื่อมสภาพ หรือเส้นเอ็นที่อักเสบจากการใช้งานซ้ำ ๆ

เมื่อฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบ ตัวยาจะช่วยลดบวมและลดการระคายเคืองของเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้อาการปวดทุเลาลง โดยทั่วไปฤทธิ์ลดการอักเสบจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์หลังฉีด

ในการฉีดยาแต่ละครั้งนั้น แพทย์จะอาศัยอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทางเพื่อความแม่นยำ ได้แก่ เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) สำหรับระบุตำแหน่งที่จะฉีด เข็มฉีดยาขนาดเฉพาะสำหรับหัตถการระงับปวด และยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวขณะทำหัตถการ

การฉีดสเตียรอยด์ช่วยระงับ และรักษาอาการอะไรได้บ้าง?

ฉีดสเตียรอยด์ช่วยอะไรได้บ้าง

การฉีดสเตียรอยด์ครอบคลุมการรักษาอาการปวดได้หลายกลุ่มโรค โดยแบ่งตามตำแหน่งและสาเหตุของการอักเสบได้ดังนี้

กลุ่มอาการปวดระบบกระดูกสันหลังและรากประสาท

  • หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)
  • โพรงประสาทกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis)
  • หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative Disc Disease)
  • ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)
  • อาการปวดร้าวลงขาจากข้อต่อฟาเซ็ตอักเสบ (Facet Joint Syndrome) ซึ่งเป็นข้อต่อขนาดเล็กด้านหลังของกระดูกสันหลัง
  • อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาและกายภาพบำบัด

กลุ่มอาการปวดระบบข้อต่อและเส้นเอ็นอักเสบ

  • ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
  • ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ในช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
  • เอ็นอักเสบและถุงน้ำรอบข้ออักเสบ (Bursitis)
  • ภาวะไหล่ติด หรือนิ้วล็อกในระยะเฉียบพลัน
  • โรคเกาต์ที่มีการอักเสบของข้อรุนแรงในช่วงกำเริบ

ประโยชน์และจุดเด่นของการรักษาด้วยวิธีฉีดยาสเตียรอยด์

การฉีดสเตียรอยด์เป็นทางเลือกที่แพทย์มักพิจารณาเมื่อการรับประทานยา หรือทำกายภาพบำบัดยังบรรเทาอาการได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจุดเด่นหลายประการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ และความสะดวกในการเข้ารับการรักษา ดังนี้

  • ลดอาการปวดและการอักเสบในบริเวณที่มีปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยาถูกส่งไปออกฤทธิ์ยังบริเวณที่เป็นสาเหตุของอาการปวด
  • เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หรือมีความเสี่ยงสูงหากต้องดมยาสลบ
  • ช่วยเปิดโอกาสให้เริ่มทำกายภาพบำบัด หรือ ฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น เพราะอาการปวดที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวลดลง
  • ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล
  • การฉีดยาภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ ช่วยให้แพทย์ระบุตำแหน่งที่ต้องการฉีดได้อย่างแม่นยำ ลดโอกาสที่ยาจะเข้าไปยังตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง

เช็กข้อควรระวังและผลข้างเคียงของการฉีดสเตียรอยด์

แม้การฉีดสเตียรอยด์จะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีผลข้างเคียง และข้อควรระวังที่ผู้ป่วยควรทราบก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา ดังนี้

ผลข้างเคียงชั่วคราวที่อาจเกิดขึ้นได้

  • ปวด บวม หรือมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันและบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น
  • อาการชาหรือรู้สึกหนักที่ขาชั่วคราวหลังฉีดเข้าโพรงประสาทสันหลัง ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  • ปวดศีรษะชั่วคราวจากการรั่วของน้ำไขสันหลังในบางราย ซึ่งพบได้ไม่บ่อย
  • หน้าแดง ร้อนวูบวาบ หรือประจำเดือนมาผิดปกติในผู้ป่วยบางราย
  • อาการสะอึกในบางราย ซึ่งส่วนใหญ่หายได้เองภายในไม่กี่วัน

ข้อควรระวังพิเศษในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว

  • ผู้ป่วยเบาหวาน: ยาสเตียรอยด์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว ควรแจ้งแพทย์เพื่อวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยต้อหิน: ยาสเตียรอยด์อาจทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้น ควรแจ้งประวัติการรักษาให้แพทย์ทราบก่อนฉีดยา
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา: ทั้งแพ้ยาชาเฉพาะที่ แพ้สารทึบรังสี หรือแพ้อาหารทะเล ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเสมอ
  • ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด: เช่น Warfarin (วาร์ฟาริน) หรือ Clopidogrel (โคลพิโดเกรล) ต้องแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับหรือหยุดยาก่อนเข้ารับหัตถการ
  • ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อ: ทั้งการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีดยาหรือการติดเชื้อในร่างกาย ไม่ควรเข้ารับการฉีดยาในช่วงที่มีการติดเชื้อ
  • ความถี่ในการฉีด:การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำในตำแหน่งเดิมบ่อยเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อน หรือเส้นเอ็นบริเวณนั้นอ่อนแอลง แพทย์จึงมักจำกัดจำนวนครั้งของการฉีดในแต่ละตำแหน่งต่อปี และพิจารณาทางเลือกอื่นหากอาการไม่ตอบสนอง

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์?

ฉีดสเตียรอยด์เหมาะกับใคร

แม้การฉีดสเตียรอยด์จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้หลายกลุ่มโรค แต่ความเหมาะสมยังขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยกลุ่มที่แพทย์มักพิจารณาให้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่

  • ผู้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรังจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทหรือโพรงประสาทกระดูกสันหลังตีบแคบ
  • ผู้ที่มีอาการปวดข้อ หรือเอ็นอักเสบ ซึ่งยังไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาแก้ปวดและการทำกายภาพบำบัด
  • ผู้ที่มีอาการปวดรบกวนการนอนหลับ หรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
  • ผู้ที่ยังไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด หรือมีความเสี่ยงสูงหากต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
  • ผู้ที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว แต่ยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่

ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการรักษาด้วยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับผลการตรวจวินิจฉัย และดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินอาการโดยละเอียดก่อนวางแผนการรักษา

แนวทางการปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดยาสเตียรอยด์

ขั้นตอนการเข้ารับหัตถการโดยทั่วไป มีดังนี้

  1. แพทย์ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะฉีดยา และฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวขณะทำหัตถการ
  2. แพทย์ใช้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ช่วยระบุตำแหน่งที่ต้องการฉีดยาให้แม่นยำ
  3. แพทย์ฉีดยาสเตียรอยด์ผสมยาชาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบตามที่วางแผนไว้
  4. หลังฉีดยาเสร็จ แพทย์จะทำความสะอาดและปิดแผลบริเวณที่ฉีด จากนั้นให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับหัตถการ

  • งดน้ำและอาหารตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดก่อนเข้ารับหัตถการ (โดยทั่วไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง)
  • แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา แพ้สารทึบรังสี หรือแพ้อาหารทะเล
  • แจ้งแพทย์หากรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรืออาหารเสริมบางชนิด เพื่อพิจารณาปรับยาก่อนวันนัด
  • แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
  • ควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วยในวันเข้ารับหัตถการ เนื่องจากหลังฉีดยาอาจมีอาการชาที่ขาชั่วคราวซึ่งอาจทำให้เดินไม่สะดวก

การปฏิบัติตัวหลังเข้ารับหัตถการ

  • พักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังฉีดยา ตามคำแนะนำของแพทย์
  • เดินด้วยความระมัดระวังในช่วงแรก เนื่องจากอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาชั่วคราว
  • งดขับรถด้วยตัวเองในวันที่เข้ารับหัตถการ
  • สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานบริเวณที่ฉีดยาอย่างหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
  • หากมีอาการปวดมากขึ้น มีไข้ ปัสสาวะหรือขับถ่ายผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

ฉีดยาแก้ปวดหลังที่ต้นเหตุกับ BIC Pain Clinic

Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้บริการโปรแกรม ESI (Epidural Steroid Injection) หรือการฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง และปวดร้าวลงขา โดยมีจุดเด่นดังนี้

  • แพทย์ประเมินอาการ และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ก่อนเริ่มหัตถการทุกครั้ง
  • ฉีดยาภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อความแม่นยำในการเข้าถึงตำแหน่งที่มีการอักเสบ
  • ออกฤทธิ์เต็มที่ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ต่อเนื่อง 3-6 เดือนหรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ในวันเดียวกัน

โปรแกรม ESI มีค่าใช้จ่าย 28,690 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขที่แพทย์ประเมิน สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาเรื้อรัง และสนใจปรึกษาแนวทางรักษาที่ต้นเหตุ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain

Summary

การฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดในบริเวณที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท โพรงประสาทตีบแคบ หรืออาการปวดข้อและเอ็นอักเสบ เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน และมีผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การฉีดสเตียรอยด์ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะกับทุกคน หรือทุกอาการปวด ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดสเตียรอยด์

การฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดหลัง สามารถออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปฤทธิ์ลดการอักเสบจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์หลังฉีด และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยแต่ละราย

ฉีดสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงอันตรายร้ายแรงหรือไม่?

เมื่อทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและใช้เครื่องมือนำวิถีช่วยระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำ การฉีดสเตียรอยด์ถือเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวในผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อ พบได้น้อย แต่ควรเข้ารับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

หากฉีดยาสเตียรอยด์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร?

หากอาการปวดยังไม่ดีขึ้นหลังฉีดยา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ เนื่องจากอาจต้องพิจารณาปรับแนวทางการรักษา เช่น การทำกายภาพบำบัดควบคู่ การปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยกระตุ้นอาการปวด หรือการพิจารณาวิธีรักษาอื่นที่เหมาะสมกับสาเหตุของโรคมากขึ้น ไม่ควรฉีดยาซ้ำถี่เกินไปโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์

หลังฉีดสเตียรอยด์ทำไมบางรายถึงมีอาการปวดมากขึ้นในช่วงแรก?

ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดบริเวณที่ฉีดมากขึ้นเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อการแทงเข็มและตัวยาที่เพิ่งเข้าไปในบริเวณนั้น ก่อนที่ฤทธิ์ลดการอักเสบของยาจะเริ่มทำงานเต็มที่ อาการนี้มักบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น และพักการใช้งานบริเวณดังกล่าว หากอาการปวดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบกลับมาพบแพทย์

หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา

Reference

  • โรงพยาบาลพระรามเก้า, การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง การรักษาอาการปวดหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด (https://praram9.com/th/articles/epidural-steroid-injection), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
  • ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, การรักษาด้วยสเตียรอยด์ : คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง ตอนที่ 1 (https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-109), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
  • คลินิกกระดูกและข้อ (หมอสุทธิ์), ฉีดยาสเตียรอยด์ ลดปวดได้ดีจริงหรือ? (https://drsuttclinic.com/ฉีดยาสเตียรอยด์-ลดปวด/), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.

Share this article

Introduction article

If you are living with chronic pain, Bangkok Interventional Clinic

Thank you for contacting us

Bangkok Interventional Clinic Team
Message received.
And will get back to you as soon as possible.

Auto close in 5 seconds