อาการปวดหลังเรื้อรัง ปวดร้าวลงขา หรือปวดตามข้อต่อ และเส้นเอ็นที่กลับมาเป็นซ้ำอยู่เรื่อย ๆ ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับที่ไม่เต็มอิ่ม การทำงานที่สะดุด หรือกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติกลับกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน หนึ่งในแนวทางการรักษาที่แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก และระบบประสาทมักพิจารณาเมื่อการรับประทานยา หรือทำกายภาพบำบัดยังไม่เพียงพอ คือการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวด
ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดอย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อบ่งชี้ ประโยชน์ ไปจนถึงผลข้างเคียง และข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา
ยาสเตียรอยด์แบบฉีดคืออะไร?
สเตียรอยด์ที่ใช้ทางการแพทย์ในบริบทการระงับปวดคือกลุ่ม Corticosteroids (คอร์ติโคสเตียรอยด์) ซึ่งเป็นยาลดการอักเสบที่มีโครงสร้างใกล้เคียงกับฮอร์โมนที่ต่อมหมวกไตของร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ โดยในทางการแพทย์สามารถให้ยากลุ่มนี้ได้หลายรูปแบบ ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทาเฉพาะที่ และชนิดฉีด
สำหรับ “ยาสเตียรอยด์แบบฉีด” ที่ใช้ในการระงับปวดนั้น แพทย์จะฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบโดยตรง เช่น โพรงประสาทสันหลัง ข้อต่อ หรือปลอกเอ็น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะจุดที่มีปัญหา และลดปริมาณยาที่ต้องกระจายไปทั่วร่างกายเมื่อเทียบกับการรับประทานยา
กลไกการทำงานของการฉีดสเตียรอยด์แก้ปวด
ยาสเตียรอยด์ออกฤทธิ์โดยยับยั้งสารสื่ออักเสบที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อ หรือเส้นประสาทได้รับการระคายเคือง ไม่ว่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังที่เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาท ข้อต่อที่เสื่อมสภาพ หรือเส้นเอ็นที่อักเสบจากการใช้งานซ้ำ ๆ
เมื่อฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบ ตัวยาจะช่วยลดบวมและลดการระคายเคืองของเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้อาการปวดทุเลาลง โดยทั่วไปฤทธิ์ลดการอักเสบจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์หลังฉีด
ในการฉีดยาแต่ละครั้งนั้น แพทย์จะอาศัยอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทางเพื่อความแม่นยำ ได้แก่ เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) สำหรับระบุตำแหน่งที่จะฉีด เข็มฉีดยาขนาดเฉพาะสำหรับหัตถการระงับปวด และยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวขณะทำหัตถการ
การฉีดสเตียรอยด์ช่วยระงับ และรักษาอาการอะไรได้บ้าง?

การฉีดสเตียรอยด์ครอบคลุมการรักษาอาการปวดได้หลายกลุ่มโรค โดยแบ่งตามตำแหน่งและสาเหตุของการอักเสบได้ดังนี้
กลุ่มอาการปวดระบบกระดูกสันหลังและรากประสาท
- หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Lumbar Disc Herniation)
- โพรงประสาทกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis)
- หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative Disc Disease)
- ข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)
- อาการปวดร้าวลงขาจากข้อต่อฟาเซ็ตอักเสบ (Facet Joint Syndrome) ซึ่งเป็นข้อต่อขนาดเล็กด้านหลังของกระดูกสันหลัง
- อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาและกายภาพบำบัด
กลุ่มอาการปวดระบบข้อต่อและเส้นเอ็นอักเสบ
- ข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
- ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ในช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน
- เอ็นอักเสบและถุงน้ำรอบข้ออักเสบ (Bursitis)
- ภาวะไหล่ติด หรือนิ้วล็อกในระยะเฉียบพลัน
- โรคเกาต์ที่มีการอักเสบของข้อรุนแรงในช่วงกำเริบ
ประโยชน์และจุดเด่นของการรักษาด้วยวิธีฉีดยาสเตียรอยด์
การฉีดสเตียรอยด์เป็นทางเลือกที่แพทย์มักพิจารณาเมื่อการรับประทานยา หรือทำกายภาพบำบัดยังบรรเทาอาการได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจุดเด่นหลายประการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ และความสะดวกในการเข้ารับการรักษา ดังนี้
- ลดอาการปวดและการอักเสบในบริเวณที่มีปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยาถูกส่งไปออกฤทธิ์ยังบริเวณที่เป็นสาเหตุของอาการปวด
- เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด จึงเหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ หรือมีความเสี่ยงสูงหากต้องดมยาสลบ
- ช่วยเปิดโอกาสให้เริ่มทำกายภาพบำบัด หรือ ฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น เพราะอาการปวดที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวลดลง
- ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล
- การฉีดยาภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ ช่วยให้แพทย์ระบุตำแหน่งที่ต้องการฉีดได้อย่างแม่นยำ ลดโอกาสที่ยาจะเข้าไปยังตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง
เช็กข้อควรระวังและผลข้างเคียงของการฉีดสเตียรอยด์
แม้การฉีดสเตียรอยด์จะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีผลข้างเคียง และข้อควรระวังที่ผู้ป่วยควรทราบก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา ดังนี้
ผลข้างเคียงชั่วคราวที่อาจเกิดขึ้นได้
- ปวด บวม หรือมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักดีขึ้นภายในไม่กี่วันและบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น
- อาการชาหรือรู้สึกหนักที่ขาชั่วคราวหลังฉีดเข้าโพรงประสาทสันหลัง ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
- ปวดศีรษะชั่วคราวจากการรั่วของน้ำไขสันหลังในบางราย ซึ่งพบได้ไม่บ่อย
- หน้าแดง ร้อนวูบวาบ หรือประจำเดือนมาผิดปกติในผู้ป่วยบางราย
- อาการสะอึกในบางราย ซึ่งส่วนใหญ่หายได้เองภายในไม่กี่วัน
ข้อควรระวังพิเศษในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว
- ผู้ป่วยเบาหวาน: ยาสเตียรอยด์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราว ควรแจ้งแพทย์เพื่อวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลร่วมด้วย
- ผู้ป่วยต้อหิน: ยาสเตียรอยด์อาจทำให้ความดันภายในลูกตาเพิ่มขึ้น ควรแจ้งประวัติการรักษาให้แพทย์ทราบก่อนฉีดยา
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา: ทั้งแพ้ยาชาเฉพาะที่ แพ้สารทึบรังสี หรือแพ้อาหารทะเล ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าเสมอ
- ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด: เช่น Warfarin (วาร์ฟาริน) หรือ Clopidogrel (โคลพิโดเกรล) ต้องแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับหรือหยุดยาก่อนเข้ารับหัตถการ
- ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อ: ทั้งการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีดยาหรือการติดเชื้อในร่างกาย ไม่ควรเข้ารับการฉีดยาในช่วงที่มีการติดเชื้อ
- ความถี่ในการฉีด:การฉีดสเตียรอยด์ซ้ำในตำแหน่งเดิมบ่อยเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อน หรือเส้นเอ็นบริเวณนั้นอ่อนแอลง แพทย์จึงมักจำกัดจำนวนครั้งของการฉีดในแต่ละตำแหน่งต่อปี และพิจารณาทางเลือกอื่นหากอาการไม่ตอบสนอง
ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยการฉีดสเตียรอยด์?

แม้การฉีดสเตียรอยด์จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้หลายกลุ่มโรค แต่ความเหมาะสมยังขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยกลุ่มที่แพทย์มักพิจารณาให้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่
- ผู้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาเรื้อรังจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทหรือโพรงประสาทกระดูกสันหลังตีบแคบ
- ผู้ที่มีอาการปวดข้อ หรือเอ็นอักเสบ ซึ่งยังไม่ตอบสนองต่อการรับประทานยาแก้ปวดและการทำกายภาพบำบัด
- ผู้ที่มีอาการปวดรบกวนการนอนหลับ หรือการใช้ชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน
- ผู้ที่ยังไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด หรือมีความเสี่ยงสูงหากต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
- ผู้ที่เคยผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว แต่ยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่
ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการรักษาด้วยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับผลการตรวจวินิจฉัย และดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางเป็นสำคัญ ผู้ที่สนใจควรเข้ารับการประเมินอาการโดยละเอียดก่อนวางแผนการรักษา
แนวทางการปฏิบัติตัวก่อนและหลังฉีดยาสเตียรอยด์
ขั้นตอนการเข้ารับหัตถการโดยทั่วไป มีดังนี้
- แพทย์ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะฉีดยา และฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกไม่สบายตัวขณะทำหัตถการ
- แพทย์ใช้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) หรือเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ช่วยระบุตำแหน่งที่ต้องการฉีดยาให้แม่นยำ
- แพทย์ฉีดยาสเตียรอยด์ผสมยาชาเข้าไปยังตำแหน่งที่มีการอักเสบตามที่วางแผนไว้
- หลังฉีดยาเสร็จ แพทย์จะทำความสะอาดและปิดแผลบริเวณที่ฉีด จากนั้นให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนกลับบ้าน
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับหัตถการ
- งดน้ำและอาหารตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดก่อนเข้ารับหัตถการ (โดยทั่วไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง)
- แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา แพ้สารทึบรังสี หรือแพ้อาหารทะเล
- แจ้งแพทย์หากรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรืออาหารเสริมบางชนิด เพื่อพิจารณาปรับยาก่อนวันนัด
- แจ้งแพทย์หากตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
- ควรมีญาติหรือผู้ดูแลมาด้วยในวันเข้ารับหัตถการ เนื่องจากหลังฉีดยาอาจมีอาการชาที่ขาชั่วคราวซึ่งอาจทำให้เดินไม่สะดวก
การปฏิบัติตัวหลังเข้ารับหัตถการ
- พักสังเกตอาการที่คลินิกประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังฉีดยา ตามคำแนะนำของแพทย์
- เดินด้วยความระมัดระวังในช่วงแรก เนื่องจากอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงที่ขาชั่วคราว
- งดขับรถด้วยตัวเองในวันที่เข้ารับหัตถการ
- สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานบริเวณที่ฉีดยาอย่างหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
- หากมีอาการปวดมากขึ้น มีไข้ ปัสสาวะหรือขับถ่ายผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที
ฉีดยาแก้ปวดหลังที่ต้นเหตุกับ BIC Pain Clinic
Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้บริการโปรแกรม ESI (Epidural Steroid Injection) หรือการฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง เพื่อลดการอักเสบของรากประสาทที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง และปวดร้าวลงขา โดยมีจุดเด่นดังนี้
- แพทย์ประเมินอาการ และวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ก่อนเริ่มหัตถการทุกครั้ง
- ฉีดยาภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) เพื่อความแม่นยำในการเข้าถึงตำแหน่งที่มีการอักเสบ
- ออกฤทธิ์เต็มที่ภายในประมาณ 2 สัปดาห์ และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ต่อเนื่อง 3-6 เดือนหรือมากกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย
- ใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบา ๆ ได้ในวันเดียวกัน
โปรแกรม ESI มีค่าใช้จ่าย 28,690 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขที่แพทย์ประเมิน สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขาเรื้อรัง และสนใจปรึกษาแนวทางรักษาที่ต้นเหตุ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain
สรุปบทความ
การฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดเป็นแนวทางการรักษาที่ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดในบริเวณที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท โพรงประสาทตีบแคบ หรืออาการปวดข้อและเอ็นอักเสบ เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน และมีผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงอาการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การฉีดสเตียรอยด์ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะกับทุกคน หรือทุกอาการปวด ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัย และปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดสเตียรอยด์
การฉีดสเตียรอยด์แก้ปวดหลัง สามารถออกฤทธิ์ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปฤทธิ์ลดการอักเสบจะเริ่มเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์หลังฉีด และสามารถบรรเทาอาการปวดได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยแต่ละราย
ฉีดสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงอันตรายร้ายแรงหรือไม่?
เมื่อทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญและใช้เครื่องมือนำวิถีช่วยระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำ การฉีดสเตียรอยด์ถือเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราว เช่น ปวดบวมบริเวณที่ฉีด หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นชั่วคราวในผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อ พบได้น้อย แต่ควรเข้ารับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
หากฉีดยาสเตียรอยด์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรทำอย่างไร?
หากอาการปวดยังไม่ดีขึ้นหลังฉีดยา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ เนื่องจากอาจต้องพิจารณาปรับแนวทางการรักษา เช่น การทำกายภาพบำบัดควบคู่ การปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยกระตุ้นอาการปวด หรือการพิจารณาวิธีรักษาอื่นที่เหมาะสมกับสาเหตุของโรคมากขึ้น ไม่ควรฉีดยาซ้ำถี่เกินไปโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์
หลังฉีดสเตียรอยด์ทำไมบางรายถึงมีอาการปวดมากขึ้นในช่วงแรก?
ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดบริเวณที่ฉีดมากขึ้นเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายต่อการแทงเข็มและตัวยาที่เพิ่งเข้าไปในบริเวณนั้น ก่อนที่ฤทธิ์ลดการอักเสบของยาจะเริ่มทำงานเต็มที่ อาการนี้มักบรรเทาได้ด้วยการประคบเย็น และพักการใช้งานบริเวณดังกล่าว หากอาการปวดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรรีบกลับมาพบแพทย์
หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
อ้างอิง
- โรงพยาบาลพระรามเก้า, การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงกระดูกสันหลัง การรักษาอาการปวดหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด (https://praram9.com/th/articles/epidural-steroid-injection), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, การรักษาด้วยสเตียรอยด์ : คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง ตอนที่ 1 (https://sriphat.med.cmu.ac.th/th/knowledge-109), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- คลินิกกระดูกและข้อ (หมอสุทธิ์), ฉีดยาสเตียรอยด์ ลดปวดได้ดีจริงหรือ? (https://drsuttclinic.com/ฉีดยาสเตียรอยด์-ลดปวด/), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
