• Home
  • |
  • Articles
  • |
  • All
  • |
  • กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) สัญญาณเตือนและแนวทางการรักษาที่ต้นเหตุ

กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) สัญญาณเตือนและแนวทางการรักษาที่ต้นเหตุ

Picture of BIC PAIN Clinic

BIC Pain Clinic

Article by

อาการปวดหลังตึงร้าว ขยับตัวลำบาก หรืออาการปวดต้นคอเรื้อรังที่ลุกลามจนรบกวนการนอนและการทำงาน กลายเป็นปัญหาบั่นทอนความสุขในชีวิตประจำวันของใครหลายคน หลายท่านเลือกบรรเทาอาการด้วยการซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง หรือพยายามนวดคลายเส้นบ่อยครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงการบรรเทาความเจ็บปวดชั่วคราว ยิ่งปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป อาการปวดกลับยิ่งทวีความรุนแรงและเริ่มมีอาการชาลามลงไปที่แขนหรือขา

ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic หรือ BIC Pain Clinic จะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงสาเหตุกระดูกสันหลังเสื่อม สัญญาณเตือนอันตราย และแนวทางการฟื้นฟูโครงสร้างร่างกาย เพื่อร่วมกันหาแนวทางดูแลรักษากระดูกสันหลังอย่างเหมาะสม

​กระดูกสันหลังเสื่อม คืออะไร?

กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) หรือข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Spinal Osteoarthritis) คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง โดยกระบวนการเสื่อมนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตัวกระดูกสันหลัง (Vertebrae) หมอนรองกระดูก (Intervertebral Disc) ที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทก ตลอดจนข้อต่อฟาสเซ็ท (Facet Joint) บริเวณด้านหลังของกระดูกสันหลัง รวมถึงเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อโดยรอบที่ช่วยประคองแกนกลางลำตัว

ภาวะเสื่อมสภาพดังกล่าวส่งผลให้หมอนรองกระดูกเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นและยุบตัวลง ในขณะเดียวกัน ร่างกายจะพยายามปรับตัวเพื่อชดเชยความไม่มั่นคงของข้อต่อด้วยการสร้างกระดูกงอก (Bone Spurs) ขึ้นมาบริเวณขอบกระดูก 

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักพบได้บ่อยใน 2 จุดที่มีการเคลื่อนไขและรับน้ำหนักมาก ได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spondylosis) joints กระดูกสันหลังส่วนเอวหรือหลังส่วนล่าง (Lumbar Spondylosis) ส่วนบริเวณอกจะพบได้น้อยกว่าเนื่องจากมีโครงสร้างกระดูกซี่โครงช่วยประคองไว้

กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร?

สาเหตุกระดูกสันหลังเสื่อม

กระบวนการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลังมีกลไกการเกิดที่สัมพันธ์กันระหว่างความเสื่อมตามวัยและพฤติกรรมการใช้งาน โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดขึ้น มีดังนี้

  • กระบวนการเสื่อมตามอายุที่เพิ่มขึ้น: เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียส่วนประกอบที่เป็นน้ำและความยืดหยุ่น ทำให้ประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักลดลงและเกิดการทรุดตัวได้ง่าย
  • การใช้งานและการจัดท่าทางร่างกายที่ไม่เหมาะสม: พฤติกรรมการนั่งทำงานหลังค่อม การก้มหน้าใช้งานสมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง ถือเป็นการเพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังส่วนคอและหลังส่วนล่างโดยไม่รู้ตัว
  • การหักโหมใช้งานซ้ำ ๆ: กิจกรรมที่มีแรงกดสะสม เช่น การยกของหนักจากพื้นโดยไม่ก้มเข่า หรือการเล่นกีฬาที่มีการสะบัดคอและหลังอย่างรุนแรง

ปัจจัยเสี่ยงกระดูกสันหลังที่ไม่ควรละเลย

นอกจากปัจจัยหลักข้างต้นแล้ว ยังมีองค์ประกอบร่วมอื่น ๆ ที่เร่งให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้นในกลุ่มคนอายุน้อย เช่น ภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องแบกรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น ปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีโครงสร้างกระดูกบอบบางมาแต่กำเนิด ประวัติการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหลัง รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินจะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนโลหิต ทำให้สารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้น้อยลง

สัญญาณเตือนโรคกระดูกสันหลังเสื่อมในแต่ละบริเวณ

อาการของภาวะนี้จะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและระดับความรุนแรงของการเสื่อมสภาพ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอาการสำคัญ ดังนี้

  • กลุ่มอาการส่วนคอ (Cervical): มักเริ่มด้วยอาการปวดตึงบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก หรือปวดศีรษะ หากกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนไปกดทับรากประสาทส่วนคอ จะส่งผลให้มีอาการปวดร้าว ชา หรือเสียวแปลบจากคอลงไปที่แขน มือ และนิ้วมือ
  • กลุ่มอาการส่วนเอวและหลังส่วนล่าง (Lumbar): มีอาการปวดตื้อบริเวณบั้นเอว ซึ่งมักจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือยืนนาน ๆ และอาการจะดีขึ้นเมื่อได้นอนพัก หากมีการกดเบียดเส้นประสาทไซอาติก จะเกิดอาการปวดร้าวลงสะโพกและเรียวขา (Sciatica)
  • ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis): เกิดจากกระดูกงอกหรือเส้นเอ็นหนาตัวจนเข้าไปเบียดช่องไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการหนักขา ชา หรือปวดตึงขาเวลาเดินระยะหนึ่ง ทำให้ระยะทางที่เดินได้สั้นลงเรื่อย ๆ และต้องหยุดพักหรือก้มตัวไปข้างหน้าอาการจึงจะดีขึ้น

กระดูกสันหลังเสื่อมอันตรายไหม? 

ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมอาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติตามวัยและบางรายอาจไม่มีอาการปวดใด ๆ แสดงออกมา แต่ในรายที่มีการเสื่อมสภาพรุนแรงจนโครงสร้างกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกเข้าไปกดทับไขสันหลังหรือเส้นประสาทส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง จะจัดว่าเป็นภาวะอันตรายเนื่องจากอาจนำไปสู่ความเสียหายของระบบประสาทส่วนปลายแบบถาวรได้

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

ผู้ป่วยควรสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด และหากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที

  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ภาวะเท้าตก (Foot Drop) เดินแล้วปลายเท้าสะดุด หรือกระดกข้อเท้าขึ้นไม่ได้
  • มืออ่อนแรง หยิบจับสิ่งของเล็ก ๆ ลำบาก ติดกระดุมเสื้อหรือเขียนหนังสือไม่ได้ตามปกติ
  • ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ มีอาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ หรือชาบริเวณขาหนีบและรอบก้น
  • สูญเสียการทรงตัว เดินเซ ขาเกร็งแข็งโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการปวดรุนแรงคล้ายไฟช็อต หรือปวดร้าวลงแขนขาที่ไม่ทุเลาลงเลยแม้จะพักการใช้งานแล้ว

การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมทางการแพทย์

เมื่อเข้าพบแพทย์ กระบวนการค้นหาตำแหน่งและประเมินความรุนแรงของโรคจะดำเนินไปตามขั้นตอนมาตรฐาน ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะประเมินรูปแบบความปวด ตรวจหาจุดกดเจ็บ ทดสอบช่วงการขยับของหลัง คอ และทดสอบการตอบสนองของระบบประสาท กำลังกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการชา
  • การตรวจเอกซเรย์ (X-ray): ช่วยให้แพทย์มองเห็นสรีระโครงสร้างกระดูก แนวกระดูกเคลื่อน ภาวะหมอนรองกระดูกทรุดตัวต่ำลง รวมถึงตำแหน่งของกระดูกงอกได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจ MRI หรือ CT Scan: เป็นเทคโนโลยีการตรวจที่ละเอียด ช่วยให้เห็นภาพเนื้อเยื่ออ่อน หมอนรองกระดูกที่โป่งพอง เส้นเอ็นที่หนาตัว และแนวการกดทับเส้นประสาทได้อย่างแจ่มชัด ช่วยให้วางแผนรักษาได้อย่างถูกต้อง

วิธีรักษากระดูกสันหลังเสื่อม และแนวทางการดูแลโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

การวางแผนรักษาจะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการบรรเทาปวดและฟื้นฟูฟังก์ชันการใช้งานเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ ดังตารางต่อไปนี้

Treatment Optionsกลไกการทำงานและวัตถุประสงค์
1. การปรับอิริยาบถลดแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังโดยการปรับท่าทางการนั่ง ยืน เดิน ควบคุมน้ำหนัก และงดพฤติกรรมเสี่ยง
2. การรักษาด้วยยาใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อในระยะสั้น เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน
3. กายภาพบำบัดใช้เครื่องมือลดปวด เช่น อัลตราซาวนด์ หรือช็อกเวฟ ร่วมกับการยืดเหยียดและฝึกกล้ามเนื้อเพื่อช่วยพยุงโครงสร้างหลัง
4. หัตถการแผลเล็ก (Interventional)โปรแกรม ESI: ฉีดสเตียรอยด์ลดการอักเสบเข้าโพรงประสาท บรรเทาปวดได้นาน 3–6 เดือนโปรแกรม RFA: จี้เส้นประสาทด้วยคลื่นวิทยุความร้อน ระงับปวดจากข้อต่อได้นานประมาณ 612-24 เดือนหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลโปรแกรม BVN: จี้ไฟฟ้าทำลายเส้นประสาทในตัวกระดูกสันหลังเพื่อลดปวดจากตัวกระดูกโดยตรง บรรเทาปวดต่อเนื่องนานประมาณ 12-24 เดือนหรือมากกว่านั้น
5. การผ่าตัดใหญ่ทางเลือกสุดท้ายเมื่อโครงสร้างเสียหายรุนแรง มีภาวะอ่อนแรง หรือระบบขับถ่ายล้มเหลว เพื่อคลายการกดทับเส้นประสาท

กระดูกสันหลังเสื่อมควรออกกำลังกายแบบไหนดี?

กระดูกสันหลังเสื่อมควรออกกำลังกายแบบไหนดี

การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยภาวะนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle Strengthening) หน้าท้อง และสะโพก เพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนเฝือกธรรมชาติช่วยรับน้ำหนักและลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลัง ท่าที่แนะนำมีดังนี้

  • ท่า Glute Bridging (ท่ายกสะโพก): นอนหันหลังแนบพื้น ชันเข่าขึ้น จากนั้นยกสะโพกขึ้นตรงให้ลำตัวเป็นแนวเส้นตรง ช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อสะโพกและหลังส่วนล่าง
  • ท่า Pelvic Tilts (ท่ากดหลังแนบพื้น): นอนหันหลังแนบพื้น ชันเข่า จากนั้นเกร็งหน้าท้องเพื่อกดกระดูกเชิงกรานและหลังส่วนล่างให้แนบสนิทกับพื้น ช่วยลดอาการตึงรั้ง
  • การออกกำลังกายในน้ำ: เช่น การเดินในน้ำหรือการว่ายน้ำ ซึ่งแรงดันและแรงพยุงของน้ำจะช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อต่อกระดูกสันหลังได้อย่างเหมาะสม

กิจกรรมและการออกกำลังกายที่ควรหลีกเลี่ยง

ผู้ป่วยควรงดเว้นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้งบนพื้นแข็ง กิจกรรมที่ต้องมีการบิดตัวหรือสะบัดหลังและคออย่างรุนแรง เช่น กอล์ฟ หรือเทนนิส รวมถึงการยกน้ำหนักในท่าที่ต้องก้มหลัง (Deadlift) เพราะจะยิ่งเพิ่มความดันในหมอนรองกระดูกและเร่งให้กระดูกงอกเบียดเส้นประสาทมากขึ้น

กระดูกสันหลังเสื่อมกินอะไรดี?

โภชนาการที่เหมาะสมมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อรอบข้อต่อและเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก โดยสารอาหารสำคัญที่ควรได้รับ มีดังนี้

  • กลุ่มโปรตีนคุณภาพดี: เช่น เนื้อปลา อกไก่ ไข่ หรือถั่วต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังให้แข็งแรง
  • แคลเซียมและวิตามินดี: แหล่งอาหารจากนมจืด ผักใบเขียวเข้ม และปลาเล็กปลาน้อย ควบคู่กับการรับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก

ในส่วนของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นั้น ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าการรับประทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจนหรือวิตามินสกัดชนิดใด ๆ จะสามารถย้อนกระบวนการเสื่อมสภาพหรือรักษาโครงสร้างกระดูกและหมอนรองกระดูกที่สึกหรอให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่สมดุลตามธรรมชาติ

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้มีสุขภาพดีและชะลอความเสื่อม

  • จัดสภาพแวดล้อมตามหลัก Ergonomics: ปรับระดับเก้าอี้และโต๊ะทำงานให้พอดี โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาเพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอ และมีหมอนรองรับส่วนโค้งของหลังส่วนล่าง
  • เปลี่ยนอิริยาบถทุก 1 ชั่วโมง: ไม่ควรนั่งทำงานหรือยืนอยู่ในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรลุกขึ้นเดินขยับร่างกายหรือยืดเส้นยืดสายสั้น ๆ ประมาณ 2–5 นาที
  • ควบคุมน้ำหนักตัวและงดสูบบุหรี่: รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดแรงกดทับที่ข้อต่อเอว และงดบุหรี่เพื่อเปิดทางให้ระบบไหลเวียนโลหิตนำสารอาหารไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกได้อย่างเต็มที่

ยืดเหยียดลดปวดหลังเสื่อม พร้อมการรักษาแผลเล็กที่ BIC Pain Clinic

รักษากระดูกสันหลังเสื่อมที่ BIC Pain Clinic

การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีช่วยลดความตึงรั้งของข้อต่อกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมรุนแรง หรือผู้ที่ผ่านการผ่าตัดมาแล้วแต่ยังคงเผชิญกับอาการข้างเคียงหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง เช่น อาการปวดร้าวลงขาจากพังผืดดึงรั้ง (Failed Back Surgery Syndrome: FBSS) การยืดเหยียดเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BIC Pain Clinic Let Bangkok Interventional Clinic, a clinic specializing in Interventional Pain Management, help manage your pain. พร้อมส่งมอบทางเลือกในการดูแลรักษาอาการปวดเรื้อรังที่ต้นเหตุ ผ่านนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ที่เน้นความปลอดภัยและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

  • ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์: นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์ ร่วมกันวินิจฉัยและออกแบบการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care)
  • หัตถการแผลเล็ก (Minimally Invasive Procedures): มุ่งเน้นการซ่อมแซมและระงับอาการปวดที่ต้นเหตุอย่างแม่นยำ ปลอดภัย เลี่ยงความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ซ้ำซ้อน
  • เทคโนโลยีนำทาง Real-time: ดำเนินการรักษาภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความถี่สูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอน
  • ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย: เนื้อเยื่อโดยรอบบาดเจ็บน้อย ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังเสร็จสิ้นหัตถการ

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาอาการปวดจากกระดูกสันหลังเสื่อม หรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายเข้าพบแพทย์ได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือผ่านช่องทาง Line OA: @bicpain

สรุปภาพรวมการดูแลโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

แม้ว่าภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมจะเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอายุและการใช้งาน แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมและบริหารจัดการอาการเจ็บปวดไม่ให้กระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ หัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จัดสรีระร่างกายให้ถูกต้อง ควบคู่ไปกับการเลือกรับบริการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย มุ่งเน้นการแก้ไขที่ต้นเหตุของโรคผ่านหัตถการแผลเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่และลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม (FAQ)

หากไม่รักษากระดูกสันหลังเสื่อมจะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ไหม?

มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในรายที่มีอาการเสื่อมสภาพขั้นรุนแรง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จนกระดูกงอกหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวเข้าไปกดทับไขสันหลังส่วนกลางอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้เส้นประสาทเสียหายถาวร เกิดภาวะกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง เดินเซ และสูญเสียการควบคุมระบบขับถ่าย ซึ่งนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตได้ในที่สุด

กระดูกสันหลังเสื่อมหายเองได้ไหม?

โครงสร้างของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก หรือกระดูกงอกที่เสื่อมสภาพตามอายุไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาคืนรูปเดิมหรือหายไปเองได้ตามธรรมชาติ แต่อาการปวดและการอักเสบของเส้นประสาทที่เกิดขึ้น สามารถดูแลรักษาให้ลดลงจนไม่มีอาการปวดและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ผ่านการทำกายภาพบำบัด การปรับพฤติกรรม หรือการทำหัตถการระงับปวดแบบมุ่งเป้า

กินคอลลาเจนช่วยรักษากระดูกเสื่อมได้ไหม?

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่า การรับประทานคอลลาเจนสามารถช่วยรักษา ซ่อมแซม หรือย้อนกระบวนการเสื่อมสภาพของข้อต่อกระดูกสันหลังให้กลับมาสมบูรณ์ได้ แนวทางที่ดีที่สุดคือการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นสารอาหารประเภทโปรตีน แคลเซียม และวิตามินดี เพื่อช่วยบำรุงมวลกล้ามเนื้อและกระดูกโดยรวม

การจัดกระดูกช่วยรักษากระดูกสันหลังเสื่อมได้ไหม?

การจัดกระดูกเป็นศาสตร์ทางเลือกที่มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลแนวกระดูกและผ่อนคลายความตึงรั้งของกล้ามเนื้อในระยะสั้น แต่อาการจากกระดูกสันหลังเสื่อมที่มีกระดูกงอกหรือมีภาวะข้อต่อไม่มั่นคง (Spinal Instability) รวมถึงรายที่มีเส้นประสาทถูกกดทับอยู่ การจัดกระดูกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงของระบบประสาทได้ จึงควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด

หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา

Reference

Share this article

Introduction article

If you are living with chronic pain, Bangkok Interventional Clinic

Thank you for contacting us

Bangkok Interventional Clinic Team
Message received.
And will get back to you as soon as possible.

Auto close in 5 seconds