• Home
  • |
  • Articles
  • |
  • All
  • |
  • ปวดหลังเรื้อรัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการรักษาที่ต้นเหตุ

ปวดหลังเรื้อรัง สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการรักษาที่ต้นเหตุ

Picture of BIC PAIN Clinic

BIC Pain Clinic

Article by

อาการปวดหลังที่เริ่มต้นจากความเมื่อยล้าธรรมดาจากการนั่งทำงาน นั่งขับรถ หรือการขยับตัวผิดจังหวะ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่หาสาเหตุ อาจกลายเป็นความทรมานที่สะสมจนกลายเป็นปัญหาปวดหลังเรื้อรังที่รบกวนทั้งการนอน การใช้ชีวิต และบั่นทอนประสิทธิภาพในการทำงาน 

หลายคนเลือกบรรเทาอาการด้วยการซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง หรือไปนวดคลายเส้น แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยาหรือผ่านไปเพียงไม่กี่วัน อาการเจ็บปวดเหล่านั้นก็กลับมาอีกครั้ง ในบทความนี้ BIC Pain Clinic จะมาเจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริง สัญญาณเตือนอันตราย และแนวทางการรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่ที่จะช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างผ่อนคลายและคล่องตัวอีกครั้ง

ปวดหลังเรื้อรังคืออะไร? ทำความเข้าใจความต่างของอาการปวด

อาการปวดหลังโดยทั่วไปสามารถเกิดขึ้นได้จากภาวะกล้ามเนื้อล้าชั่วคราว ซึ่งมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นและทุเลาได้เองภายในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่สำหรับภาวะปวดหลังเรื้อรังนั้น มีเกณฑ์การพิจารณาทางการแพทย์ที่แตกต่างออกไป โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะอาการดังนี้

  • มีอาการปวดหลังติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป
  • อาการปวดมีลักษณะเป็น ๆ หาย ๆ ยืดเยื้อ และไม่ตอบสนองต่อการพักผ่อนหรือการรับประทานยาแก้ปวดเบื้องต้น
  • ระดับความรุนแรงของความเจ็บปวดมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการปวดร้าว ชา เสียวแปลบ ร่วมด้วย
  • อาการปวดส่งผลกระทบต่อฟังก์ชันการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถยืน นั่ง หรือเดินระยะไกลได้ตามปกติ

ปวดหลังเรื้อรังเกิดจากอะไร? เจาะลึก 4 สาเหตุหลักที่ไม่ควรวางใจ

สาเหตุปวดหลังเรื้อรัง

อาการปวดหลังในระยะยาวมักมีจุดเริ่มต้นมาจากความเสื่อมสภาพหรือความผิดปกติของโครงสร้างภายในกระดูกสันหลัง ซึ่งสาเหตุหลัก 4 ประการทางการแพทย์ที่พบได้บ่อย มีดังนี้

1. หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Disk)

เป็นภาวะที่เกิดจากการฉีกขาดของปลอกหมอนรองกระดูกภายนอก ส่งผลให้เนื้อเจลที่อยู่ตรงกลางปลิ้นตัวเคลื่อนออกมาด้านนอก และเข้าไปกดทับหรือเบียดรากประสาทที่อยู่บริเวณรอบ ๆ ภาวะนี้พบบ่อยในกลุ่มวัยทำงา โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเรื้อรังที่เด่นชัดขึ้นเมื่อมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่น เวลาไอ จาม หรือเบ่ง และหากมีการกดทับรุนแรงก็จะมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย

2. กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)

เป็นการเกิดจากการสึกหรอและเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของข้อต่อและหมอนรองกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น เมื่อหมอนรองกระดูกทรุดตัวและสูญเสียน้ำ ร่างกายจะปรับตัวด้วยการสร้างกระดูกงอก (Bone spurs) ขึ้นมาเพื่อลดความไม่มั่นคงของข้อต่อ แต่กระดูกที่งอกขึ้นมานี้กลับเข้าไปเบียดช่องเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดตื้อบริเวณบั้นเอว หลังแข็งตึง และเคลื่อนไหวลำบาก มักพบมากในผู้ป่วยอายุ 40–50 ปีขึ้นไป

หากปล่อยให้ภาวะเสื่อมนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทั้งหมอนรองกระดูก ข้อต่อฟาเซต (Facet joint) และเส้นเอ็นรอบกระดูกสันหลังจะหนาตัวขึ้นสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) ซึ่งพื้นที่ทางเดินของโพรงประสาทลดน้อยลง ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนกลางถูกบีบรัด ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบั้นเอวร่วมกับอาการหนักขา ปวดชาตึงสะโพกลามไปถึงเรียวขาในขณะยืนหรือเดิน ส่งผลให้ระยะทางการเดินสั้นลงเรื่อย ๆ แต่จะปวดน้อยลงเมื่อได้นั่งพักหรือก้มตัวไปข้างหน้า

3. ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)

คือภาวะที่มีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังปล้องบนเหลื่อมไปทางด้านหน้าหรือด้านหลังมากกว่าปกติ มักพบการเคลื่อนในระดับเอวข้อที่ 4 และข้อที่ 5 เนื่องจากเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหนักส่วนใหญ่ของร่างกาย ส่งผลให้โครงสร้างหลังขาดความมั่นคง ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดหลังในขณะที่มีการขยับเอี้ยวตัว การก้ม หรือการเงยหลัง

4. ปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้ออักเสบ (Myofascial Pain Syndrome: MPS)

เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณหลังในท่าทางที่ไม่เหมาะสมสะสมเป็นเวลานาน เช่น นั่งทำงานผิดสรีระ หรือเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ภายในเส้นใยกล้ามเนื้อ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ปรับพฤติกรรมหรือรักษาอย่างถูกวิธี กล้ามเนื้อจะเกิดการหดเกร็งตัวอย่างต่อเนื่อง พัฒนากลายเป็นความปวดหลังเรื้อรังจากกล้ามเนื้ออักเสบที่ส่งผลให้หลังแข็งเกร็งและรักษายากขึ้นกว่าปกติ

Symptomsปวดหลังเรื้อรังแบบไหนที่อันตราย?

แม้ว่าอาการปวดหลังส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหรือความเสื่อมตามวัย แต่หากมีสัญญาณเตือนอันตราย ซึ่งบ่งบอกว่าระบบประสาท หรือไขสันหลังถูกกดทับอย่างรุนแรงดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

  • มีอาการปวดชาร้าวลงขาติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง
  • เกิดอาการกระดกข้อเท้าหรือนิ้วเท้าไม่ได้ เดินแล้วปลายเท้าสะดุด หรือสังเกตเห็นว่าขาลีบเล็กลงอย่างชัดเจน
  • ระบบขับถ่ายแปรปรวนเฉียบพลัน เช่น ไม่สามารถอั้นหรือกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ หรือมีอาการปัสสาวะไม่ออก
  • มีอาการชารอบทวารหนัก หรือชาหนาบริเวณขาหนีบ
  • อาการปวดหลังรุนแรงมากในช่วงเวลากลางคืนจนนอนไม่หลับ หรือแม้นอนพักนิ่ง ๆ ก็ไม่ทุเลาลง
  • มีอาการปวดหลังร่วมกับมีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ

การตรวจวินิจฉัยเพื่อค้นหาต้นเหตุอาการปวดหลังอย่างแม่นยำ

เพื่อการวางแผนรักษาที่ถูกต้องและตรงจุด แพทย์ในสถานพยาบาลจะดำเนินการตรวจวิเคราะห์ตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: ประเมินลักษณะความปวด ค้นหาจุดกดเจ็บ ทดสอบการขยับตัว และตรวจเช็กการตอบสนองของระบบประสาทส่วนปลายรวมถึงกำลังของกล้ามเนื้อขา
  • การตรวจเอกซเรย์ (X-ray): ตรวจเช็กแนวกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บเบื้องต้น ภาวะกระดูกเคลื่อน หรือช่องว่างระหว่างข้อต่อที่แคบลงจากหมอนรองกระดูกทรุด
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan): เทคโนโลยีที่ให้ภาพคมชัดระดับสูง สามารถแยกความแตกต่างของเนื้อเยื่อ แยกชั้นหมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และแสดงแนวเส้นประสาทที่ถูกกดทับได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างแม่นยำ

ปวดหลังเรื้อรังรักษาได้ไหม? แนะนำแนวทางการรักษาในปัจจุบัน

วิธีรักษาอาการปวดหลังเรื้อรัง

วิทยาการทางการแพทย์สามารถควบคุม และรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังให้ดีขึ้น จนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางตามลำดับความรุนแรงของโรค

1. การรักษาแบบประคับประคองอาการ (Conservative Treatment)

เป็นแนวทางแรกสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการในระยะเริ่มต้น โดยเน้นการรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อในระยะสั้น ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อลดปวด เช่น การใช้คลื่นอัลตราซาวด์ หรือการประคบร้อนเย็น ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนอิริยาบถในชีวิตประจำวัน

2. การรักษาด้วยหัตถการแผลเล็กโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ (Minimally Invasive)

หากใช้วิธีประคับประคองอาการแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาใช้หัตถการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่

  • โปรแกรมฉีดสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทสันหลัง (ESI): การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุดรอบเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ช่วยลดอาการอักเสบและบวมของปมประสาท บรรเทาปวดได้นาน 3–6 เดือน
  • โปรแกรมจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFA): ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุระงับสัญญาณปวดบริเวณข้อต่อฟาสเซ็ท บรรเทาอาการปวดต่อเนื่องนานประมาณ 12–24 เดือนหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
  • โปรแกรมจี้ไฟฟ้า BVN (Basivertebral Nerve Ablation): ใช้คลื่นวิทยุเข้าทำลายเส้นประสาทภายในตัวกระดูกสันหลังโดยตรง เหมาะสำหรับอาการปวดหลังจากตัวกระดูกเสื่อม

3. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Spinal Surgery)

จะเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ หรือผู้ป่วยมีภาวะระบบประสาทบกพร่องรุนแรง เช่น การผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกส่วนที่กดทับออกผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Discectomy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผ่าตัดแบบแผลเล็ก หรือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง (TLIF) ในรายที่กระดูกเคลื่อนรุนแรง

วิธีรักษาปวดหลังเรื้อรังเฉพาะบุคคลที่ BIC Pain Clinic

รักษาปวดหลังเรื้อรัง ที่ BIC Pain Clinic

Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic Let Bangkok Interventional Clinic, a clinic specializing in Interventional Pain Management, help manage your pain. ที่เน้นการวินิจฉัยและรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สมัยใหม่ นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมส่งมอบการดูแลรักษาที่มีจุดเด่นดังนี้

  • การรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care): ออกแบบแผนการรักษาและสูตรยาให้สอดคล้องกับโครงสร้างร่างกายและสาเหตุอาการปวดของคนไข้แต่ละรายอย่างถี่ถ้วน
  • หัตถการแผลเล็กแก้ไขที่ต้นเหตุ: มุ่งเน้นการระงับปวดผ่านการทำหัตถการแผลเล็ก เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่และเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดในระยะยาว
  • ความแม่นยำด้วยเทคโนโลยีนำทาง: ใช้เทคนิคฉีดยาและทำหัตถการภายใต้เครื่องเอกซเรย์นำทาง (Fluoroscopy) และ Ultrasound แบบ Real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการเข้าถึงจุดที่เป็นต้นเหตุของความปวด
  • ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย: เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังเสร็จสิ้นหัตถการ

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาปวดหลังยืดเยื้อ กินยาแล้วไม่หาย หรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลหรือนัดหมายเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือช่องทาง Line OA: @bicpain

วิธีดูแลและป้องกันอาการปวดหลังเรื้อรังเพื่อสุขภาพหลังที่ดี

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลโครงสร้างร่างกายอย่างเหมาะสม มีส่วนสำคัญในการชะลอความเสื่อมและป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังยืดเยื้อ ดังนี้

  • ปรับสรีระร่างกายตามหลัก Ergonomics: นั่งทำงานหลังตรง ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาเพื่อไม่ให้คอยื่น และมีหมอนรองรับส่วนโค้งของหลังส่วนล่าง
  • เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ: ไม่นั่งหรือยืนในท่าเดิมติดต่อกันเกิน 1 ชั่วโมง ควรลุกเดินขยับร่างกายเพื่อลดแรงกดทับสะสมที่หมอนรองกระดูกและข้อต่อหลัง
  • ยกของหนักอย่างถูกวิธี: ย่อเข่าลงให้ใกล้ของที่จะยก เกร็งหน้าท้อง แล้วใช้แรงจากกล้ามเนื้อขาในการดันตัวขึ้น แทนการก้มหลังลงไปดึงของขึ้นตรง ๆ
  • เสริมความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว: ออกกำลังกายแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดิน การว่ายน้ำ หรือการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างสมดุลสรีระ
  • ควบคุมน้ำหนักตัวและงดสูบบุหรี่: ลดภาระการแบกรับน้ำหนักของกระดูกสันหลังส่วนเอว และ งดสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด

สรุปแนวทางการจัดการปัญหาปวดหลังเรื้อรัง

อาการปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของอายุที่มากขึ้น แต่สัมพันธ์โดยตรงกับลักษณะพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวันและภาวะเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลังภายใน การสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อเริ่มต้นรักษาที่ต้นเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยนวัตกรรมการแพทย์แผลเล็ก จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดใหญ่ และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหลังเรื้อรัง (FAQ)

อาการปวดหลังนาน 2 อาทิตย์ ควรทําอย่างไร?

หากมีอาการปวดหลังต่อเนื่องนาน 2 สัปดาห์โดยอาการไม่ทุเลาลงหลังจากการพักผ่อน ควรหยุดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงหลังชั่วคราวและแนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอาการอย่างละเอียด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความผิดปกติในโครงสร้างกระดูกสันหลัง เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเส้นเอ็นอักเสบ การตรวจพบและจัดการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลามเป็นระยะเรื้อรัง

ทำไมปวดหลังไม่หายสักที?

การที่อาการปวดหลังยืดเยื้อไม่หายขาด มักเกิดจากการที่ต้นเหตุของโรคยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น มีภาวะหมอนรองกระดูกทรุด ข้อต่ออักเสบ หรือมีพังผืดกดทับเส้นประสาทภายใน ร่วมกับการที่ผู้ป่วยยังคงมีพฤติกรรมทำร้ายหลังซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน การทานยาแก้ปวดจึงเป็นเพียงการบรรเทาอาการปลายเหตุชั่วคราว ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการรักษาที่ต้นเหตุโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการปรับโครงสร้างให้กลับมาทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม

อาการของเส้นเอ็นหลังอักเสบมีอะไรบ้าง?

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดขัดหรือปวดตื้อสะสมบริเวณส่วนกลางหลังหรือบั้นเอว มีความรู้สึกหลังตึงแข็งและกล้ามเนื้อรอบ ๆ หดเกร็งตัว ทำให้ก้มตัว เอี้ยวตัว หรือเคลื่อนไหวหลังได้ลำบาก โดยอาการปวดมักจะเด่นชัดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวใช้งานหลัง และจะทุเลาลงเมื่อนอนพักนิ่ง ๆ ทั้งนี้ อาการเส้นเอ็นอักเสบจะไม่มีอาการปวดแปลบเสียวชาร้าวลงไปที่สะโพก เรียวขา หรือปลายเท้า ซึ่งเป็นข้อแตกต่างสำคัญจากโรคกระดูกทับเส้นประสาท

หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา

Reference

Share this article

Introduction article

If you are living with chronic pain, Bangkok Interventional Clinic

Thank you for contacting us

Bangkok Interventional Clinic Team
Message received.
And will get back to you as soon as possible.

Auto close in 5 seconds