อาการปวดหลังเฉียบพลันร่วมกับอาการชาที่ขาหรือลำตัว หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออักเสบหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาททั่วไป จึงเลือกพักผ่อนหรือซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองก่อน แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของไขสันหลังอักเสบ (Transverse Myelitis) ซึ่งเป็นภาวะทางระบบประสาทที่ดำเนินโรครวดเร็ว และอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก และระบบขับถ่ายอย่างรุนแรงได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และดูแลอย่างทันท่วงที
ในบทความนี้ Bangkok Interventional Clinic (BIC) จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไขสันหลังอักเสบ ตั้งแต่นิยาม อาการ สาเหตุ แนวทางการวินิจฉัย และรักษาทางการแพทย์ ไปจนถึงการฟื้นฟู และการดูแลอาการปวดจากภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
โรคไขสันหลังอักเสบคืออะไร? ทำความเข้าใจภาวะอักเสบเฉียบพลัน
ไขสันหลังอักเสบ (Transverse Myelitis) คือ ภาวะอักเสบเฉียบพลันของไขสันหลังที่ลุกลามขวางตัดไขสันหลังทั้งด้านหน้า และด้านหลังในระดับเดียวกัน (Transverse หรือ Complete Cord) ส่งผลให้เซลล์ประสาทบริเวณนั้นถูกทำลาย และขัดขวางการส่งสัญญาณประสาทระหว่างสมองกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่อยู่ต่ำกว่าตำแหน่งของรอยโรค
ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อยนัก และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีประวัติทางพันธุกรรม หรือคนในครอบครัวเป็นมาก่อน ความรุนแรงของอาการมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง และในหลายรายอาการสามารถทรุดลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน จึงจัดเป็นภาวะที่ต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทอย่างละเอียด
หน้าที่สำคัญของไขสันหลังในร่างกาย
ไขสันหลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ที่ทอดยาวต่อเนื่องจากก้านสมองลงมาในช่องกระดูกสันหลัง โดยมีหน้าที่หลักดังนี้
- รับและส่งสัญญาณประสาท ระหว่างสมองกับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
- ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ แขน ขา และลำตัว ให้ทำงานประสานกัน
- นำสัญญาณรับความรู้สึก เช่น การสัมผัส อุณหภูมิ และความเจ็บปวด กลับขึ้นไปยังสมอง
- ควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้
เมื่อไขสันหลังในระดับใดระดับหนึ่งเกิดการอักเสบ การทำงานทุกระบบที่อยู่ต่ำกว่าตำแหน่งรอยโรคจึงได้รับผลกระทบพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยไขสันหลังอักเสบมักมีอาการหลายระบบเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาไล่เลี่ยกัน
อาการของไขสันหลังอักเสบที่ควรสังเกต และเฝ้าระวัง

อาการของไขสันหลังอักเสบมักเริ่มต้นด้วยความรู้สึกผิดปกติเฉพาะจุด ก่อนจะลุกลามเป็นวงกว้างขึ้นตามระดับของรอยโรค ผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดว่า เป็นอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปในช่วงแรก จึงควรสังเกตลักษณะอาการอย่างละเอียดดังนี้
สัญญาณเตือนทางระบบความรู้สึกและอาการปวด
- ปวดหลังหรือปวดร้าวตามแนวประสาทแบบเฉียบพลัน ซึ่งมักเป็นอาการแรกเริ่มที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นอาการกล้ามเนื้ออักเสบทั่วไป
- อาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกเป็นแนวขวาง ที่ลำตัว แขน หรือขา ตามระดับตำแหน่งของรอยโรคในไขสันหลัง
- ความรู้สึกไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เช่น สัมผัสเบา ๆ ก็รู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกแสบร้อนโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นภายนอก
- อาการเจ็บแปลบคล้ายไฟฟ้าช็อตร้าวลงตามแนวกระดูกสันหลัง หรือแขนขา
สัญญาณเตือนทางระบบสั่งการและระบบขับถ่าย
- กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง มักเริ่มจากปลายเท้าแล้วลุกลามขึ้นมาที่ขา
- ทรงตัวลำบาก เดินเซ หรือในรายที่อาการรุนแรงอาจเดินไม่ได้
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ปัสสาวะลำบาก หรือปัสสาวะไม่ออก
- ความผิดปกติของสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งเป็นผลจากความเสียหายของเส้นประสาทที่ควบคุมระบบดังกล่าว
ในรายที่มีการอักเสบรุนแรงและลุกลามขึ้นไปถึงระดับไขสันหลังส่วนคอ อาจกระทบต่อกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ ทำให้เกิดอาการหายใจลำบากร่วมด้วย ซึ่งจัดเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะไขสันหลังอักเสบ
ไขสันหลังอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ และในผู้ป่วยหลายรายไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ทั้งหมด แต่ปัจจัยที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้
ปัจจัยจากการติดเชื้อและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
- การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสเริม (Herpes) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสเอปสไตน์-บาร์ (EBV) หรือไวรัสโคโรนา (COVID-19)
- การติดเชื้อแบคทีเรียหรือจุลชีพอื่น เช่น วัณโรค ซิฟิลิส (Syphilis) หรือเชื้อมัยโคพลาสมา
- โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) โรคเอสแอลอี (SLE) หรือโรคนิวโรมัยอิไลติสออพติกา (Neuromyelitis Optica: NMO) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าโจมตีเนื้อเยื่อไขสันหลังและประสาทตาเอง
- ภาวะแทรกซ้อนหลังการฉีดวัคซีนบางชนิด ซึ่งพบได้น้อยมากในทางการแพทย์
- การบาดเจ็บที่ไขสันหลังโดยตรง เช่น จากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกรุนแรง
ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอยู่เดิม หรือมีประวัติการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่ค่อนข้างรุนแรง จัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้มากกว่าประชากรทั่วไป
การวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะใกล้เคียง
เนื่องจากไขสันหลังอักเสบมีอาการคล้ายคลึงกับความผิดปกติของไขสันหลังชนิดอื่น แพทย์จึงจำเป็นต้องตรวจแยกโรคอย่างละเอียด ภาวะที่มีอาการใกล้เคียงกันและต้องแยกให้ชัดเจน ได้แก่
- ภาวะไขสันหลังถูกกดทับจากหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือเนื้องอก (Compressive Myelopathy)
- ภาวะโพรงน้ำในไขสันหลัง (Syringohydromyelia)
- ภาวะหลอดเลือดผิดปกติในโพรงไขสันหลัง (Spinal Dural Arteriovenous Fistula)
- โรคเส้นประสาทอักเสบเฉียบพลันกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome)
การแยกโรคเหล่านี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากแนวทางการรักษาของแต่ละภาวะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากวินิจฉัยคลาดเคลื่อนอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุที่แท้จริง
แพทย์วินิจฉัยไขสันหลังอักเสบได้อย่างไร?
การวินิจฉัยไขสันหลังอักเสบต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยแพทย์เฉพาะทางร่วมกับเครื่องมือทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อยืนยันตำแหน่งของรอยโรคและหาสาเหตุที่แท้จริง
การตรวจเช็กระบบประสาท และการตรวจภาพถ่ายรังสี
แพทย์จะเริ่มจากการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียด ประเมินกำลังกล้ามเนื้อ ระดับการรับความรู้สึก และปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย (Reflex) เพื่อระบุตำแหน่งของรอยโรคเบื้องต้น
จากนั้นจึงส่งตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) บริเวณไขสันหลัง ซึ่งช่วยให้แพทย์มองเห็นขอบเขต และความรุนแรงของการอักเสบ รวมถึงแยกภาวะกดทับไขสันหลังจากสาเหตุอื่น เช่น เนื้องอก หรือหมอนรองกระดูกเสื่อม
การตรวจทางห้องปฏิบัติการพิเศษ
นอกจากภาพถ่ายรังสีแล้ว แพทย์มักส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสาเหตุของการอักเสบ ได้แก่
- การเจาะน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) เพื่อตรวจหาการติดเชื้อ ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว และระดับโปรตีนที่อาจสูงกว่าปกติ
- การตรวจเลือด เพื่อค้นหาสาเหตุจากโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น แอนติบอดีจำเพาะที่เกี่ยวข้องกับโรค NMO หรือโรคเอสแอลอี รวมถึงประเมินความรุนแรงของการอักเสบโดยรวม
ผลการตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ตรงกับสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือสาเหตุอื่นที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการรักษาไขสันหลังอักเสบทางการแพทย์

แนวทางการรักษาไขสันหลังอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุ และระดับความรุนแรงของอาการในแต่ละราย โดยแบ่งเป็นการดูแลในระยะเฉียบพลันและระยะยาว
การจัดการในระยะเฉียบพลันเพื่อระงับการอักเสบ
ในระยะแรกที่อาการกำลังลุกลาม แพทย์มักพิจารณาการรักษาดังนี้
- การให้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ เพื่อลดการอักเสบของไขสันหลังโดยเร็ว
- การกรองพลาสมา (Plasmapheresis) หรือการให้ยาปรับภูมิคุ้มกันทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin: IVIG) ในกรณีที่การรักษาด้วยสเตียรอยด์ยังไม่ตอบสนองเพียงพอ
- ยาต้านไวรัสหรือยาปฏิชีวนะ สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อก่อโรคที่จำเพาะ
การควบคุมและรักษาในระยะยาว
ผู้ป่วยที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น MS หรือ NMO มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในอนาคต แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปรับภูมิคุ้มกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง พร้อมกับการติดตามอาการ และตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากรักษาล่าช้า
หากไขสันหลังอักเสบไม่ได้รับการวินิจฉัย และดูแลอย่างทันท่วงที ความเสียหายของเซลล์ประสาทอาจกลายเป็นภาวะถาวรและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ ได้แก่
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตของขาอย่างถาวร ทำให้เดินหรือทรงตัวลำบาก
- ระบบขับถ่ายและปัสสาวะทำงานผิดปกติเรื้อรัง จนอาจต้องใช้สายสวนปัสสาวะในการดูแลระยะยาว
- อาการปวดจากเส้นประสาท (Neuropathic Pain) ที่หลงเหลืออยู่หลังการอักเสบสงบลงแล้ว ซึ่งมักเป็นความปวดแบบแสบร้อนหรือเจ็บแปลบเรื้อรัง
- ภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียงเป็นเวลานาน เช่น แผลกดทับ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ
- ในรายที่รุนแรงมากอาจกระทบกล้ามเนื้อที่ช่วยการหายใจจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
ด้วยเหตุนี้ การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อโอกาสฟื้นตัวของระบบประสาท
การฟื้นฟูและการดูแลผู้ป่วยไขสันหลังอักเสบ
หลังผ่านพ้นระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงมีอาการหรือความบกพร่องทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ในระดับที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากยิ่งขึ้น ซึ่งประกอบด้วย
- การกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสามารถในการเคลื่อนไหว
- การทำกิจกรรมบำบัด เพื่อฝึกปรับตัวให้กลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียงเดิม
- การดูแลระบบขับถ่าย เช่น การฝึกควบคุมกระเพาะปัสสาวะ หรือการใช้สายสวนปัสสาวะในรายที่จำเป็น
- การดูแลอาการปวดที่หลงเหลือ จากเส้นประสาทที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจต้องอาศัยแนวทางการจัดการความปวดเฉพาะทางร่วมด้วย
- การดูแลด้านจิตใจ เนื่องจากผู้ป่วยหลายรายเผชิญความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและการปรับตัวในชีวิตประจำวัน
การฟื้นฟูที่ต่อเนื่องและครอบคลุมหลายมิติ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมมากขึ้นตามระดับความรุนแรงของแต่ละบุคคล
อาการผิดปกติที่บ่งบอกว่าเมื่อไหร่ควรพบแพทย์ทันที
ไขสันหลังอักเสบเป็นภาวะที่ดำเนินโรครวดเร็วและจัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท หากพบอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลหรือห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอสังเกตอาการอยู่ที่บ้านหรือรอนัดหมายล่วงหน้า เพราะยิ่งได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไร โอกาสในการฟื้นตัวของระบบประสาทยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
- กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงทั้งสองข้างที่แย่ลงอย่างต่อเนื่องภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
- อาการชาหรือปวดร้าวที่ลุกลามขึ้นจากขาสู่ลำตัวอย่างรวดเร็ว
- กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้กะทันหัน หรือปัสสาวะไม่ออก
- หายใจลำบากหรือรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ ร่วมกับอาการอ่อนแรงหรืออาการชาข้างต้น
หากมีอาการเหล่านี้ กรุณารีบเดินทางไปโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นหรือติดต่อหน่วยฉุกเฉินทันที การประเมินและรักษาโดยแพทย์ในโรงพยาบาลเป็นขั้นตอนสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับภาวะนี้
ปรึกษาแนวทางฟื้นฟูและระงับปวดระบบประสาทกับแพทย์ที่ BIC Pain Clinic
Bangkok Interventional Clinic (BIC) หรือ BIC Pain Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) นำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าใจดีว่า ภาวะไขสันหลังอักเสบในระยะเฉียบพลันจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านระบบประสาทเป็นอันดับแรก แต่หลังผ่านพ้นระยะฉุกเฉิน และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันแล้ว ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดจากเส้นประสาทที่หลงเหลืออยู่ในระยะยาว ซึ่งเป็นบทบาทที่ BIC Pain Clinic พร้อมดูแลต่อเนื่อง
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง หรือความรู้สึกไวผิดปกติหลังภาวะไขสันหลังอักเสบ BIC Pain Clinic มีโปรแกรม IV Infusion (การให้ยาทางหลอดเลือดดำ)[c] ซึ่งช่วยลดความไวของเส้นประสาท และปรับสมดุลสัญญาณความปวดในระบบประสาทส่วนกลาง ราคาโปรแกรมอยู่ที่ 10,300–22,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขที่แพทย์ประเมิน โดยแพทย์จะประเมินอาการของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
ทั้งนี้ การดูแลที่ BIC Pain Clinic เป็นการดูแลด้านการฟื้นฟู และจัดการอาการปวดจากภาวะแทรกซ้อนระยะยาวเท่านั้น ไม่ใช่การรักษาภาวะไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านระบบประสาทฉุกเฉิน
สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาแนวทางดูแลอาการปวดจากภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain
สรุปบทความ
ไขสันหลังอักเสบ (Transverse Myelitis) คือภาวะอักเสบเฉียบพลันของไขสันหลังที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก และระบบขับถ่าย เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ และการบาดเจ็บโดยตรง การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจร่างกายทางระบบประสาท ร่วมกับ MRI และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ส่วนแนวทางการรักษาแบ่งเป็นระยะเฉียบพลันเพื่อระงับการอักเสบ และระยะยาวเพื่อควบคุมไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
หากมีอาการอ่อนแรง ชาลามเร็ว หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะความรวดเร็วในการวินิจฉัย และรักษามีผลต่อโอกาสฟื้นตัวของระบบประสาทอย่างมาก ส่วนผู้ที่ผ่านพ้นระยะเฉียบพลันแล้ว แต่ยังมีอาการปวดจากเส้นประสาทหลงเหลืออยู่ BIC Pain Clinic พร้อมให้คำปรึกษาด้านการฟื้นฟู และการจัดการความปวดในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไขสันหลังอักเสบ
ไขสันหลังอักเสบมีโอกาสหายไหม?
ผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกัน บางรายสามารถฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติหลังได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก ในขณะที่บางรายอาจมีอาการอ่อนแรงหรือความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่บ้าง โดยรวมแล้วความรวดเร็วในการวินิจฉัยและเริ่มการรักษามีผลอย่างมากต่อโอกาสฟื้นตัว ทั้งนี้ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละรายและควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการของโรคไขสันหลังอักเสบมีอะไรบ้าง ที่เป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่ม?
อาการแรกเริ่มที่พบบ่อยคือปวดหลังหรือปวดร้าวตามแนวประสาทแบบเฉียบพลัน ตามมาด้วยอาการชาหรือรู้สึกไวต่อการสัมผัสผิดปกติในบริเวณลำตัว แขน หรือขา ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วไปในช่วงแรก
โรคไขสันหลังอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้จากทางไหนบ้าง?
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรค NMO ภาวะแทรกซ้อนหลังฉีดวัคซีนบางชนิดซึ่งพบได้น้อยมาก และการบาดเจ็บที่ไขสันหลังโดยตรงจากอุบัติเหตุ
อาการปวดหลังแบบไหนที่เสี่ยงเป็นโรคไขสันหลังอักเสบ ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบ?
หากอาการปวดหลังเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและมีอาการร่วมอื่น เช่น ชาเป็นแนวขวางที่ลำตัวหรือขา กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง หรือกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระลำบาก ร่วมกับอาการที่ทรุดลงเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคทันที เนื่องจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไปมักไม่มีอาการชาลามหรืออ่อนแรงร่วมด้วยในลักษณะนี้
หมายเหตุ: ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
อ้างอิง
- โรงพยาบาลพระรามเก้า, โรคประสาทไขสันหลังอักเสบ โรคอันตรายและรุนแรงที่ควรรู้ (https://praram9.com/th/articles/transverse-myelitis-th), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล, ไขสันหลังอักเสบ มัจจุราชร้ายพรากชีวิต (https://www.vejthani.com/th/health-article/transverse-myelitis/), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
- วารสารฟาร์มาไทม์ (medi.co.th), รู้จัก ‘ไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน’ อันตรายถึงตาย เกิดได้ทุกเพศทุกวัย (http://www.medi.co.th/news_detail2.php?q_id=494), เข้าถึงข้อมูลวันที่ 19 กรกฎาคม 2569.
