อาการปวดไหล่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ (Calcific Tendinitis) ซึ่งเกิดจากการสะสมของผลึกแคลเซียมบริเวณเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ (Rotator Cuff) แม้บางรายอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่หลายคนกลับต้องเผชิญกับความปวดทรมาน ขยับแขนลำบาก และเรื้อรังจนรบกวนการใช้ชีวิตและการนอนหลับ
ปัจจุบันการรักษาไม่ได้จำกัดแค่การผ่าตัดเสมอไป บทความนี้ Bangkok Interventional Clinic จะพาไปทำความรู้จักกับภาวะนี้ พร้อมเจาะลึกแนวทางการรักษาแบบแผลเล็กที่เรียกว่า “การเจาะดูดและล้างก้อนหินปูนภายใต้อัลตราซาวด์นำทาง” (Ultrasound-guided Barbotage) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการนำก้อนแคลเซียมออกผ่านเข็มขนาดเล็ก
หินปูนเกาะเอ็นไหล่คืออะไร?
ภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ (Calcific Tendinitis หรือ Calcific Tendinopathy) คือ ภาวะที่มีผลึกแคลเซียมไปสะสมตัวอยู่ภายในเนื้อเยื่อเส้นเอ็น โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่กลุ่มเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ (Rotator Cuff) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและสร้างความมั่นคงให้ข้อไหล่
เส้นเอ็นที่มักพบหินปูนเกาะ ได้แก่ เส้นเอ็น Supraspinatus และ Infraspinatus โดยบางรายอาจพบภาวะอักเสบของถุงน้ำใต้กระดูกบริเวณข้อไหล่ (Subacromial Bursa) ร่วมด้วย
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรรู้เลยก็คือ ภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ไม่ใช่โรคข้อไหล่เสื่อมหรือข้ออักเสบ (Arthritis) เพราะตำแหน่งที่หินปูนเกาะคือบริเวณเส้นเอ็น ไม่ใช่ผิวกระดูกอ่อน และไม่ใช่ภาวะเดียวกับไหล่ติด (Frozen Shoulder) แม้ในผู้ป่วยบางรายอาจพบทั้งสองภาวะร่วมกันได้
หินปูนเกาะเอ็นไหล่สาเหตุเกิดจากอะไร?

ในปัจจุบัน ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ได้อย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ภายในเส้นเอ็นและกระบวนการสะสมของแคลเซียมในเนื้อเยื่อ โดยจากการศึกษาพบว่า “เส้นเอ็นกลุ่ม Rotator Cuff” บางจุดมีเลือดไปเลี้ยงค่อนข้างน้อยตามธรรมชาติ จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า สภาพแวดล้อมภายในเส้นเอ็นที่เปลี่ยนไป เช่น การมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้เกิดการสะสมตัวของแคลเซียม
ปัจจัยที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับหินปูนเกาะเอ็นไหล่
แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ได้ ดังนี้
- อายุ โดยมักพบในช่วงวัยกลางคน
- การใช้งานข้อไหล่ซ้ำ ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะ
- โรคเบาหวาน
- ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
- การสูบบุหรี่
- ปัจจัยทางพันธุกรรมบางประการ
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจเกิดภาวะนี้โดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน และไม่ได้จำเป็นต้องมีประวัติการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุมาก่อน
อาการของหินปูนเกาะเอ็นไหล่
อาการของผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความแตกต่างกันไป บางรายอาจไม่มีอาการแสดงและตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจทางภาพถ่ายทางการแพทย์ ในขณะที่บางรายอาจมีอาการปวดค่อนข้างมาก โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดบริเวณข้อไหล่ โดยเฉพาะขณะยกหรือขยับแขน
- ปวดไหล่อย่างเฉียบพลันหรือปวดมากขึ้นในช่วงหนึ่ง
- ปวดมากจนรบกวนการนอนหลับ
- ขยับข้อไหล่ได้จำกัด หรือมีอาการคล้ายไหล่ติด
- เจ็บหรือกดเจ็บบริเวณเส้นเอ็นรอบข้อไหล่
- รู้สึกอ่อนแรง หรือไม่สามารถใช้งานแขนในบางท่าได้ตามปกติ
อาการปวดมักจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อก้อนแคลเซียมเข้าสู่ระยะสลายตัว ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายพยายามดูดซึมและกำจัดก้อนหินปูนออก กระบวนการนี้มักทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงบริเวณรอบเส้นเอ็นและถุงน้ำใต้ข้อไหล่ร่วมด้วย
แนวทางการรักษาหินปูนเกาะเอ็นไหล่

แนวทางการรักษาหินปูนเกาะเอ็นไหล่จะพิจารณาจากระดับความรุนแรงของอาการ ขนาดของก้อนแคลเซียม รวมถึงสภาพเส้นเอ็นและโครงสร้างรอบข้อไหล่ โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มต้นจากการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม (ไม่ผ่าตัด) ก่อน แล้วจึงปรับเปลี่ยนวิธีตามการตอบสนองของผู้ป่วย ดังนี้
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: พักการใช้งานข้อไหล่ และหลีกเลี่ยงท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด โดยเฉพาะการยกแขนสูงเหนือศีรษะ
- การรับประทานยา: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ปวดหรือยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อช่วยควบคุมอาการปวดและลดการอักเสบ
- การทำกายภาพบำบัด: ช่วยบรรเทาอาการปวด ฟื้นฟูองศาการเคลื่อนไหว และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ บางกรณีอาจพิจารณาใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) หรืออัลตราซาวด์บำบัด
- การฉีดยาลดการอักเสบ: หากผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าไปบริเวณที่มีการอักเสบ เพื่อระงับปวดและลดการอักเสบเฉพาะจุด
- การเจาะดูดและล้างหินปูน (Barbotage): เป็นหัตถการนำก้อนแคลเซียมออกจากเส้นเอ็นผ่านการใช้เข็มขนาดเล็ก โดยมีเครื่องอัลตราซาวด์นำทางแบบเรียลไทม์
- การผ่าตัด: หากอาการปวดมีความรุนแรงต่อเนื่องและไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น แพทย์จะประเมินความเหมาะสมในการผ่าตัดเพื่อนำก้อนแคลเซียมออกเป็นรายกรณี
เห็นได้ว่าการผ่าตัดไม่ใช่ทางเลือกแรกสำหรับการรักษาภาวะนี้เสมอไป ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้จากการดูแลด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด
หนึ่งในแนวทางที่ไม่ต้องผ่าตัดและได้รับการพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน คือการทำหัตถการเจาะดูดหินปูน (Barbotage) ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดขนาดของก้อนแคลเซียมได้โดยตรงผ่านรอยเข็มขนาดเล็ก เราจะมาเจาะลึกกันว่าเทคนิคนี้คืออะไร และทำงานอย่างไร
การรักษาหินปูนเกาะเอ็นไหล่ด้วยเทคนิค Barbotage คืออะไร?

การทำ Barbotage (Ultrasound-guided Percutaneous Needle Aspiration and Lavage) คือหัตถการเจาะดูดและล้างก้อนหินปูนบริเวณเส้นเอ็น โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนังเข้าไปยังก้อนแคลเซียม พร้อมกับการฉีดน้ำเกลือเพื่อล้างและดูดเอาผลึกหินปูนออกมา ขั้นตอนการรักษาและการใช้ยาเพิ่มเติมจะถูกปรับให้เหมาะสมกับลักษณะก้อนหินปูนของผู้ป่วยแต่ละราย
หัวใจสำคัญของเทคนิคนี้คือ การใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้แพทย์มองเห็นตำแหน่งของก้อนแคลเซียมและปลายเข็มได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา ทำให้สามารถสอดเข็มเข้าไปยังจุดเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนโครงสร้างสำคัญบริเวณใกล้เคียง
Barbotage เหมาะกับผู้ป่วยแบบใด?
Barbotage เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่และมีอาการปวดที่สัมพันธ์กับก้อนแคลเซียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่รับการรักษาแบบประคับประคองแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยหินปูนเกาะเอ็นไหล่ทุกรายจะสามารถทำ Barbotage ได้ แพทย์จำเป็นต้องประเมินองค์ประกอบหลายประการ เช่น
- ขนาดและความนิ่มหรือแข็งของก้อนแคลเซียม
- ตำแหน่งของก้อนหินปูน
- ความสัมพันธ์ระหว่างก้อนหินปูนกับเส้นเอ็นและโครงสร้างโดยรอบ
- ภาวะเส้นเอ็นฉีกขาด หรือความผิดปกติอื่น ๆ ของข้อไหล่
- ความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ
- การตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา
ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับเทคนิค Barbotage หรือไม่ จึงต้องผ่านการตรวจประเมินทางร่างกายและพิจารณาจากภาพถ่ายอัลตราซาวด์โดยแพทย์อย่างละเอียด
ข้อดีของการรักษาหินปูนเกาะเอ็นไหล่ด้วยเทคนิค Barbotage
สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม การทำ Barbotage มีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับการผ่าตัด ได้แก่
- เป็นหัตถการที่มีแผลขนาดเล็กจากการใช้เข็ม
- สามารถทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ
- สามารถนำก้อนแคลเซียมออกได้โดยตรง
- ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานหรือทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ภายใน 24–48 ชั่วโมง
- ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการรักษาแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถนำก้อนแคลเซียมออกได้ทั้งหมด หรือทำให้อาการหายไปหลังทำหัตถการเพียงครั้งเดียว
ปัจจัยที่มีผลต่อผลการรักษาด้วยเทคนิค Barbotage
ผลลัพธ์จากการทำ Barbotage ขึ้นอยู่กับลักษณะก้อนแคลเซียมและสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้
- ขนาดและลักษณะของก้อนแคลเซียม: ก้อนหินปูนที่มีความหนาแน่นหรือลักษณะต่างกัน จะมีการตอบสนองต่อกระบวนการดูดและล้างออกไม่เหมือนกัน
- ตำแหน่งของก้อนหินปูน: ส่งผลต่อความยากง่ายในการเข้าถึงด้วยเข็ม รวมถึงความสัมพันธ์กับเส้นเอ็นและโครงสร้างข้างเคียง
- สภาพของข้อไหล่และเส้นเอ็น: หากผู้ป่วยมีภาวะเส้นเอ็นฉีกขาด ข้อไหล่เสื่อม หรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาการปวดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากหินปูนเพียงอย่างเดียว
- การฟื้นฟูร่างกายหลังทำหัตถการ: การเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวข้อไหล่อย่างถูกวิธีและการทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์แนะนำ จะช่วยส่งเสริมการฟื้นฟูประสิทธิภาพของข้อไหล่ได้ดียิ่งขึ้น
หลังทำ Barbotage ต้องพักฟื้นนานหรือไม่?
หัตถการ Barbotage ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยกว่าการผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ค่อนข้างรวดเร็ว
ในช่วงแรกอาจรู้สึกปวด ระบม หรือมีอาการบวมบริเวณรอยเข็มชั่วคราว ซึ่งจะค่อย ๆ ทุเลาลง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาพักฟื้นเพื่อกลับไปใช้งานแขนอย่างเต็มรูปแบบจะขึ้นอยู่กับลักษณะของหินปูน การตอบสนองต่อการรักษา และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
Barbotage มีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงหรือไม่?
เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์อื่น ๆ Barbotage อาจมีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงได้ แม้โดยทั่วไปจะเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงไม่สูง โดยอาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปวดหรือระบมบริเวณที่ทำหัตถการชั่วคราว
- บวมเล็กน้อย
- มีรอยช้ำบริเวณที่ใช้เข็ม
- การติดเชื้อ (พบได้น้อย)
- การระคายเคืองหรือการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ (พบได้น้อย)
ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดหลังทำหัตถการ หากพบอาการผิดปกติ เช่น ปวดรุนแรงต่อเนื่อง บวม แดง ร้อนบริเวณข้อไหล่ มีไข้สูง หรือพบความผิดปกติอื่น ๆ ควรติดต่อแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม
หินปูนเกาะเอ็นไหล่รักษาหายได้หรือไม่?

ภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้ และก้อนแคลเซียมสามารถค่อย ๆ สลายตัวไปได้เองตามกระบวนการธรรมชาติในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ร่างกายใช้สลายหินปูนและระดับการฟื้นตัวนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
บางรายอาจต้องเผชิญกับอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน ในขณะที่บางรายอาจปวดเรื้อรังเป็นเวลานาน หากปล่อยทิ้งไว้ ความเจ็บปวดอาจทำให้ผู้ป่วยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อไหล่ ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะข้อไหล่ติดหรือกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อ่อนแรงในที่สุด
ดังนั้น หากมีอาการปวดไหล่ต่อเนื่อง ขยับไหล่ได้ไม่สุด หรือมีอาการปวดรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
สรุปบทความ
อาการปวดข้อไหล่จากภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ เป็นปัญหาที่รบกวนการใช้ชีวิต แต่สามารถรักษาและจัดการได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการผ่าตัดเสมอไป การใช้เทคนิค Barbotage หรือการเจาะดูดหินปูนผ่านเข็มภายใต้อัลตราซาวด์ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดขนาดก้อนแคลเซียมได้อย่างแม่นยำ แผลเล็ก และใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน ช่วยให้ผู้ป่วยลดปวดและกลับมาใช้งานข้อไหล่ได้ดีขึ้น
หากคุณกำลังมีอาการปวดไหล่เรื้อรัง ขยับไหล่ลำบาก หรือสงสัยว่าตนเองอาจมีภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางได้ที่ Bangkok Interventional Clinic สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำการนัดหมาย โทร. 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำแนะนำและร่วมดูแลอาการของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่
1. ภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ เหมือนกับโรคข้อไหล่เสื่อมหรือไหล่ติดหรือไม่?
ภาวะหินปูนเกาะเอ็นไหล่ไม่ใช่โรคข้อไหล่เสื่อม เนื่องจากตำแหน่งที่มีผลึกแคลเซียมไปสะสมตัวคือบริเวณเส้นเอ็นรอบข้อไหล่ ไม่ใช่บริเวณผิวกระดูกอ่อนของข้อโดยตรง และไม่ใช่โรคไหล่ติด แม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจพบทั้งสองภาวะนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ดังนั้นการตรวจประเมินโดยแพทย์จึงสำคัญเพื่อแยกโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง
2. การรักษาหินปูนเกาะเอ็นไหล่ จำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป การพิจารณาวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ขนาดของก้อนแคลเซียม และสภาพเส้นเอ็นของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มต้นจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน เช่น การปรับพฤติกรรม การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้เทคนิคเจาะดูดล้างหินปูน (Barbotage) การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรงต่อเนื่องและไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้นแล้วเท่านั้น
3. การรักษาด้วยเทคนิค Barbotage ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
เนื่องจาก Barbotage เป็นหัตถการแบบแผลเล็กที่ใช้เพียงรอยเข็ม ทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ค่อนข้างรวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง ในช่วงแรกอาจมีอาการปวด ระบม หรือบวมบริเวณรอยเข็มแบบชั่วคราว ซึ่งจะค่อย ๆ ทุเลาลงตามลำดับ
อ้างอิงและหลักฐานทางคลินิก
- Aldehaim AY, Alarfaj AS. Global hypertrophic calcification of shoulder joint capsule. Clin Med Insights Case Rep. 2021;14:11795476211025351. doi:10.1177/11795476211025351.
- Werry WD, Hedeman M, Sharma A, Garfi J, Elentuck D, Samuelsen B, et al. Determining the efficacy of barbotage for pain relief in calcific tendinitis. JSES Int. 2024;8(5):1039-1044. doi:10.1016/j.jseint.2024.06.005.
- Ten Hove FL, de Witte PB, Reijnierse M, Navas A. Needling and lavage in rotator cuff calcific tendinitis: ultrasound-guided technique. JBJS Essent Surg Tech. 2024;14(1):e23.00029. doi:10.2106/JBJS.ST.23.00029.
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการปวด ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด เพื่อตรวจประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับท่าน
การรักษาอาการปวดที่ Bangkok Interventional Clinic
เราให้ความสำคัญกับการรักษาเชิงลึก ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ประเมินและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด
- หัตถการระงับปวดเฉพาะจุด เพื่อลดอาการได้อย่างรวดเร็ว
- การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย เพื่อร่วมวางแผนการดูแลตนเองอย่างยั่งยืน
เรามีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกท่านที่เข้ามารับบริการให้ดีที่สุด หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การประเมินที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง Bangkok Interventional Clinic – คลินิกดูแลอาการปวดและเส้นประสาท โดยแพทย์เฉพาะทาง
