อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญ บางคนปวดต่อเนื่องมานานหลายเดือน หรือหลายปี แม้จะลองรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม แต่อาการปวดก็ยังไม่ดีขึ้น จนเริ่มส่งผลต่อการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตโดยรวม
หลายคนอาจเข้าใจว่า อาการปวดหลังเป็นเพียงความเสื่อมตามวัยหรือกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดหลังเรื้อรังบางส่วนอาจมีต้นเหตุมาจากโครงสร้างภายในกระดูกสันหลังเอง ซึ่งเป็นจุดที่การใช้ยาเพียงอย่างเดียวเข้าไปไม่ถึง
ในบทความนี้ แพทย์จาก Bangkok Interventional Clinic จะพาไปเจาะลึกทางเลือกการรักษาแบบแผลเล็กที่ชื่อว่า Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) หรือการจี้ทำลายเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความปวดจากกระดูกสันหลัง วิธีรักษานี้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดอาการปวดโดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไป หากกำลังเผชิญกับอาการปวดลักษณะนี้อยู่ บทความนี้มีคำตอบที่คุณกำลังตามหา
การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve คืออะไร?
Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) คือ การรักษาอาการปวดหลังแบบแผลเล็ก โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณความปวดจากกระดูกสันหลังไปยังสมอง
ในอดีตอาการปวดหลังเรื้อรังมักถูกเชื่อว่า เกิดจากหมอนรองกระดูก ข้อต่อ หรือกล้ามเนื้อเป็นหลัก แต่จากการศึกษาทางการแพทย์ในปัจจุบันพบว่า “แผ่นปลายกระดูกสันหลัง” (Vertebral Endplate) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังกับหมอนรองกระดูก ก็อาจเป็นต้นเหตุสำคัญของอาการปวดหลังเรื้อรังได้เช่นกัน
เมื่อแผ่นปลายกระดูกสันหลังเกิดการอักเสบ หรือเสื่อมสภาพ จะกระตุ้นเส้นประสาท Basivertebral Nerve ให้ส่งสัญญาณความปวดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง แม้จะได้รับการรักษาด้วยยา ทำกายภาพบำบัด หรือวิธีการรักษาอื่น ๆ แล้ว แต่อาการอาจยังไม่ดีขึ้น
Radiofrequency Ablation (RFA) และ Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) ต่างกันอย่างไร?
การรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังด้วยการจี้เส้นประสาทมี 2 วิธีที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่
- Radiofrequency Ablation (RFA) หรือการจี้เส้นประสาทด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
- Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) หรือการจี้ทำลายเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความปวดจากกระดูกสันหลัง
แม้ทั้งสองหัตถการจะใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Lumbar Medial Branch RFA | Lumbar BVNA |
| ตำแหน่งที่รักษา | เส้นประสาทขนาดเล็กภายนอกตัวกระดูกสันหลัง | เส้นประสาท Basivertebral Nerve ภายในตัวกระดูกสันหลัง |
| สาเหตุความปวดที่รักษา | ข้อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) หรือข้อต่อกระเบนเหน็บ (SI Joint) | อาการปวดที่มีต้นกำเนิดจากตัวกระดูกสันหลังโดยตรง (Vertebrogenic Pain) |
| กลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสม | ผู้ที่ปวดจากภาวะข้อเสื่อมหรือการอักเสบของข้อต่อ | ผู้ที่มีความผิดปกติของแผ่นปลายกระดูกสันหลัง (Vertebral Endplate) ที่ตรวจพบจาก MRI ในลักษณะที่เรียกว่า “Modic Changes” (ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของแผ่นปลายกระดูกสันหลังที่มองเห็นได้จากภาพ MRI ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการอักเสบ หรือเสื่อมสภาพ) |
| การวินิจฉัยก่อนรักษา | ต้องฉีดยาชาทดสอบ (Diagnostic Block) เพื่อยืนยันเส้นประสาทต้นเหตุก่อนทำหัตถการ | อาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และผล MRI เป็นหลัก โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องฉีดยาทดสอบ |
แม้ทั้งสองวิธีจะมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่การเลือกหัตถการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุและลักษณะของอาการปวดในผู้ป่วยแต่ละราย การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางพร้อมการตรวจทางรังสี จึงมีความสำคัญในการวางแผนการรักษาที่ต้นเหตุ และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve เหมาะกับใคร?
ผู้ที่เหมาะกับการรักษาด้วย Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) มักเป็นผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังชนิดปวดตามแนวแกนกลางลำตัว (chronic axial low back pain) เป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม เช่น การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด หรือการออกกำลังกายเพื่อการรักษา ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน
การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve ไม่เหมาะกับใคร
ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการรักษาด้วย BVNA ได้แก่
- ผู้ที่มีการติดเชื้อในร่างกาย หรือมีการติดเชื้อบริเวณกระดูกสันหลัง
- สตรีมีครรภ์
- ผู้ที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์
- ผู้ที่มีโรคหัวใจ หรือโรคปอดรุนแรง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างการทำหัตถการ
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าฝังในร่างกายบางชนิด
- ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังและมีโลหะดามกระดูกหรืออุปกรณ์ยึดตรึงอยู่ในตำแหน่งที่จะทำการรักษา
- ผู้ที่มีโครงสร้างสำคัญของระบบประสาทอยู่ใกล้บริเวณที่จะทำการจี้มากเกินไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียง
หมายเหตุ: ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า จะไม่สามารถรักษาด้วย BVNA ได้ในทุกราย แต่แพทย์จะพิจารณาความเหมาะสม และประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ปลอดภัย และเหมาะสมที่สุด
ขั้นตอนรักษาด้วยการจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve

การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve (BVNA) เป็นหัตถการที่ทำแบบผู้ป่วยนอก (Outpatient Procedure) ใช้ระยะเวลาประมาณ 60–90 นาที ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์ทำการรักษา มีขั้นตอนการรักษาดังนี้
- ผู้เข้ารับการรักษานอนคว่ำบนเตียงหัตถการ หลังจากนั้นวิสัญญีแพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับยาคลายกังวล เพื่อความสบายในระหว่างการรักษา
- แพทย์สอดเข็มเพื่อฉีดสารทึบรังสี และใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคป (fluoroscopic-guided) นำทาง เพื่อยืนยันตำแหน่งเข็มแบบ Real-time เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และลดความเสี่ยงระหว่างหัตถการ
- แพทย์สอดอุปกรณ์จี้ไฟฟ้าไปยังตำแหน่งเส้นประสาทเป้าหมาย และส่งคลื่นความร้อนเพื่อระงับการทำงานของเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณปวด โดยไม่กระทบต่อเส้นประสาทหลักที่ควบคุมการเคลื่อนไหว
การดูแลตนเองหลังทำหัตถการ
หลังจากทำการรักษาด้วยการจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve เสร็จแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยแพทย์จะแนะนำให้ค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสามารถ และความเหมาะสมของร่างกาย
การดูแลช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังการรักษา
- ควรพักผ่อนในวันแรกหลังทำหัตถการ โดยหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การบิดตัว และการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูงเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์
- สามารถเริ่มเดินเบา ๆ ได้ตั้งแต่วันถัดไปหลังทำหัตถการ
- ดูแลบริเวณแผลให้แห้ง สามารถแกะพลาสเตอร์ปิดแผลได้ในวันถัดไป หรือ 24 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ
- หลีกเลี่ยงการแช่น้ำ อ่างอาบน้ำ สระว่ายน้ำ หรืออ่างน้ำร้อน จนกว่าแผลจะหายดี
- หลังทำหัตถการอาจมีอาการปวด หรือระบมมากขึ้นชั่วคราวในช่วงแรก ซึ่งถือเป็นอาการที่พบได้ตามปกติ สามารถประคบเย็นครั้งละ 10–15 นาที ทุก 2–4 ชั่วโมง และสามารถรับประทานยาแก้ปวดทั่วไป เช่น พาราเซตามอล หรือยาลดปวดชนิดอื่น ๆ ได้ตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลและการฟื้นตัวในระยะยาว
- การลดลงของอาการปวดอาจใช้เวลาประมาณ 3–6 สัปดาห์ เนื่องจากเส้นประสาทที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดต้องใช้เวลาจึงจะตอบสนองต่อการรักษาอย่างเต็มที่
- ในผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวก่อนการรักษา แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มทำกายภาพบำบัดหลังจากทำหัตถการประมาณ 3–4 สัปดาห์ เพื่อช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลัง
- ควรมาพบแพทย์ตามนัด ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ 10–14 วันหลังทำหัตถการ เพื่อประเมินการฟื้นตัวและติดตามผลการรักษา
ผลลัพธ์หลังการรักษาด้วย BVNA
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มมีอาการปวดหลังดีขึ้นภายใน 3–6 สัปดาห์หลังการรักษา และจากผลการศึกษาทางคลินิกพบว่า ผลลัพธ์หลังจากการรักษาสามารถคงอยู่ได้นานอย่างน้อย 5 ปี โดยผู้ป่วยบางรายมีอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่านั้น ซึ่งช่วยลดอาการปวด เพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน และลดความจำเป็นในการรักษาเพิ่มเติมในอนาคต
ความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้
Basivertebral Nerve Ablation (BVNA) เป็นหัตถการที่มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถทนต่อการรักษาได้ดี อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการที่ต้องมีการสอดเข็มเข้าสู่ร่างกาย ยังคงมีความเสี่ยงบางประการที่ควรทราบ
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย และมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว
- ปวด หรือระบมบริเวณที่ทำหัตถการ
- อาการปวดหลังเพิ่มขึ้นชั่วคราวในช่วงแรกหลังการรักษา
- รู้สึกไม่สบายหรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณแผล
ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย แต่ต้องให้ความสำคัญ
- การติดเชื้อ
- เลือดออกบริเวณที่ทำหัตถการ
- การบาดเจ็บต่อเส้นประสาท
- การแพ้วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา
โดยรวมแล้ว ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจาก BVNA พบได้น้อย และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักฟื้นตัวได้ดีหลังการรักษา ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลก่อนเข้ารับการรักษา
รักษาอาการปวดหลังเรื้อรังที่ Bangkok Interventional Clinic
หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ปวดหลังเรื้อรังต่อเนื่องมาหลายเดือน ลองทั้งกินยาและทำกายภาพบำบัดแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรปล่อยไว้จนอาการแย่ลง ให้ Bangkok Interventional Clinic คลินิกเฉพาะทางด้านการระงับปวดแบบมุ่งเป้า (Interventional Pain Management) ช่วยดูแลอาการปวดของคุณ

คลินิกของเรานำโดย รศ.นพ.มาร์วิน เทพโสพรรณ และทีมแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ความสำคัญกับการรักษาเชิงลึกที่ออกแบบมาให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคน
- ประเมินและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด
- ใช้หัตถการระงับปวดเฉพาะจุดเพื่อลดอาการได้รวดเร็ว
- ให้คำแนะนำแก่ผู้เข้ารับการรักษาเพื่อร่วมวางแผนการดูแลตนเองอย่างยั่งยืน
สำหรับโปรแกรม BVNA (Basivertebral Nerve Ablation) ที่ Bangkok Interventional Clinic มีอัตราค่ารักษาพยาบาล 580,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย/เงื่อนไขที่แพทย์ประเมิน) หากสนใจสามารถนัดหมายเข้ามาให้แพทย์ประเมิน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-392-3992 หรือ Line OA: @bicpain เจ้าหน้าที่คลินิกของเราพร้อมให้คำแนะนำอย่างดีที่สุด
หมายเหตุ : ผลการรักษาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย และควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา
สรุปบทความ
อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไปมานานกว่า 6 เดือน อาจมีต้นเหตุจากแผ่นปลายกระดูกสันหลังที่อักเสบ หรือเสื่อมสภาพ ซึ่งสามารถกระตุ้นเส้นประสาท Basivertebral Nerve ให้ส่งสัญญาณปวดต่อเนื่องได้ การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve (BVNA) จะช่วยรักษาที่ต้นเหตุของอาการปวดโดยตรง ต่างจาก RFA ที่รักษาอาการปวดจากข้อต่อภายนอกกระดูก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการเริ่มดีขึ้นภายใน 3–6 สัปดาห์ และมีอัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำ อย่างไรก็ตาม การรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุและลักษณะอาการของผู้ป่วยแต่ละราย จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve
BVNA (การจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve) คืออะไร?
BVNA เป็นหัตถการแบบแผลเล็กที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้ทำลายเส้นประสาท Basivertebral Nerve ภายในกระดูกสันหลัง เพื่อยุติการส่งสัญญาณปวดจากแผ่นปลายกระดูกที่เสื่อมหรืออักเสบ ทำเป็นผู้ป่วยนอก ใช้เวลาประมาณ 60–90 นาที
ใครเหมาะสำหรับการรักษา BVNA?
ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมอย่างน้อย 6 เดือน และพบ Modic Changes จากการตรวจ MRI
หลังทำ BVNA แล้ว อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อไร?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการเริ่มดีขึ้นภายใน 3–6 สัปดาห์หลังทำหัตถการ และจากการศึกษาติดตามผลระยะยาวพบว่าอาการที่ดีขึ้นยังคงอยู่ต่อเนื่องในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการติดตามผลในงานวิจัยทางคลินิก (รายละเอียดดูในหัวข้ออ้างอิง)
BVNA เหมือนหรือต่างจาก RFA อย่างไร?
RFA จี้เส้นประสาทภายนอกกระดูก (เช่น facet joint หรือ sacroiliac joint) ส่วน BVNA จี้เส้นประสาท Basivertebral Nerve ภายในเนื้อกระดูกโดยตรง เหมาะสำหรับอาการปวดประเภท Vertebrogenic Pain ที่ยืนยันด้วย Modic Changes บน MRI
BVNA ปลอดภัยหรือไม่?
BVNA มีอัตราภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่ำ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและระยะสั้น ได้แก่ ความเจ็บบริเวณที่ทำหัตถการ แพทย์ที่ Bangkok Interventional Clinic จะอธิบายความเสี่ยงและประโยชน์ประกอบการตัดสินใจก่อนทำหัตถการเสมอ
อ้างอิงและหลักฐานทางคลินิก
บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยทางคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบเพื่อนำมาใช้ ได้แก่
- Fischgrund JS et al. (2018). Intraosseous basivertebral nerve ablation for the treatment of chronic low back pain: a prospective randomized double-blind sham-controlled multi-center study. Eur Spine J, 27(5), 1146-1156.
- Fischgrund JS et al. (2020). Long-term outcomes following intraosseous basivertebral nerve ablation: 5-year results. Eur Spine J, 29(8), 1925-1934.
- Smuck M et al. / INTRACEPT Trial (2021). Prospective, randomized, multicenter study of intraosseous BVNA for chronic low back pain: 12-month results. Reg Anesth Pain Med, 46(8), 683-693.
- Sayed D et al. (2022). Best Practice Guidelines: BVNA for vertebrogenic pain, ASPN. J Pain Res, 15, 2801-2819.
