ปวดจากภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง คืออะไร ทำไมถึงปวดรุนแรงกว่าที่คิด
อาการปวดบางตำแหน่งที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ปวดตึงรุนแรงจนกล้ามเนื้อแข็งเป็นก้อน อาจไม่ใช่เพียงความเมื่อยล้าธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลันและรุนแรง มักพบได้บริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง หรือขา โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากความเครียด การใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ การนั่งหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน รวมถึงความไม่สมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการเหล่านี้อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ การทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีดูแลที่ถูกต้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอเป็นเวลานาน อาการปวดเล็ก ๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้หากละเลย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักสาเหตุ แนวทางการรักษา และการป้องกันกล้ามเนื้อหดเกร็ง เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องทนกับความปวดอีกต่อไป
สาเหตุสำคัญของการเกิดกล้ามเนื้อหดเกร็ง
อาจมีได้หลากหลายสาเหตุเช่น
- ออฟฟิศซินโดรมเช่น การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งทำงานท่าเดิมนานๆ
- การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือการออกกำลังกายเป็นเวลานาน
- ความเครียด พักผ่อนน้อย ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเครียดต่อเนื่อง
- ภาวะขาดน้ำ/อิเล็กโทรไลต์
- ผลรองจากโรคหรือการบาดเจ็บบางชนิด เช่น โรคของเส้นประสาท (neuropathy) โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง หรือการบาดเจ็บของไขสันหลัง
อาการเกร็งของกล้ามเนื้อบางครั้งอาจเกิดร่วมกับอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ในหลายกรณีพบว่ามีการอักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่กล้ามเนื้ออ่อนแรงและทำให้อาการเกร็งเพิ่มมากขึ้น
แนวทางการดูแลตนเองเบื้องต้น
หากมีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งเฉียบพลันสามารถปฏิบัติได้ดังนี้
- ค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อและนวดบริเวณที่มีอาการ
- ใช้ความร้อน เช่น ประคบด้วยผ้าอุ่น แผ่นให้ความร้อนในระดับต่ำ หรือแช่น้ำอุ่นบริเวณที่มีอาการ อาจช่วยบรรเทาได้
- การใช้ความเย็น เช่น เจลประคบเย็น หรือถุงน้ำแข็ง (ห่อด้วยผ้าบาง ๆ) ประคบบริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการขณะยืดกล้ามเนื้อเล็กน้อย อาจช่วยบรรเทาได้
หากอาการปวดจากภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งมีอาการรุนแรงและอาการปวดไม่ดีขึ้นแนะนำให้เข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป
แนวทางรักษา
-
- การใช้ยาบรรเทาอาการปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ตามแพทย์สั่ง สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด อาการเกร็ง
ของกล้ามเนื้อได้ - การรักษาด้วยหัตถการระงับปวด สำหรับภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งได้แก่
- การฉีดยาที่จุดกดเจ็บ ยาที่ใช้: ยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับหรือไม่ร่วมกับสเตียรอยด์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
- การฝังเข็มแห้ง
- การใช้ยาบรรเทาอาการปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ตามแพทย์สั่ง สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด อาการเกร็ง
-
- การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน ข้อบ่งชี้: ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งเฉพาะจุดที่รักษายาก เช่นในโรคคอบิดเกร็ง หรือกล้ามเนื้อเกร็งหลังโรคหลอดเลือดสมอง
การป้องกัน
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ : ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่ตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อมีความชุ่มชื้นและลดความไวต่อการเกิดตะคริว
- รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน : เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม เช่น กล้วย อะโวคาโด ผักใบเขียวเข้ม โยเกิร์ต ถั่วเมล็ดแห้ง และถั่วเปลือกแข็ง
- ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ : ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกวัน โดยเฉพาะก่อนและหลังการออกกำลังกาย รวมถึงก่อนเข้านอน
- เพิ่มความคล่องตัวและสมรรถภาพร่างกาย : ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและยืดหยุ่นดีจะเกิดอาการเกร็งได้น้อยลง
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น : ลดการบริโภคคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุของร่างกาย
- ท่าทางที่เหมาะสม : รักษาท่าทางการนั่งและการทำงานให้ถูกต้อง โดยเฉพาะบริเวณหลัง เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
อ้างอิง:
- Lobo, S., & Sharda, A. (2565). กลุ่มอาการปวดจากพังผืดกล้ามเนื้อ (Myofascial Pain Syndrome): การทบทวนวรรณกรรม. International Journal of Clinical Medicine Case Reports, 2(1), 1-5. https://ijclinmedcasereports.com/pdf/IJCMCR-RW-01091.pdf
- Pergolizzi Jr, J., Choudhury, S., Magnusson, P., et al. (2021). Skeletal muscle spasms. Cureus, 13(8), a598.
การรักษาอาการปวดที่ Bangkok Interventional Clinic
เราให้ความสำคัญกับการรักษาเชิงลึก ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
- ประเมินและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด
- หัตถการระงับปวดเฉพาะจุด เพื่อลดอาการได้อย่างรวดเร็ว
- การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย เพื่อร่วมวางแผนการดูแลตนเองอย่างยั่งยืน
เรามีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกท่านที่เข้ามารับบริการให้ดีที่สุด หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การประเมินที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
