รักษาอาการปวดเรื้อรังด้วยโบท็อกซ์ระงับปวด
“ หลายคนอาจคุ้นเคยกับโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) ในด้านความงามเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย แต่แท้จริงแล้วโบท็อกซ์ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์มากกว่านั้น หนึ่งในนั้นคือ การช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง”

โบท็อกซ์ ช่วยลดปวดได้อย่างไร?

โบท็อกซ์ หรือ โบทูลินัมท็อกซิน คือโปรตีนที่ยับยั้งสัญญาณประสาทชั่วคราว เมื่อฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อโดยยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว และช่วยยับยั้งการส่งสัญญาณความเจ็บปวดที่ปลายประสาท กลไกนี้จึงช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทในจุดที่มีปัญหา ส่งผลให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่โดยทั่วไปสามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาของผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับบริเวณที่ได้รับการรักษา

โบท็อกซ์รักษาอาการปวดชนิดใด?

ปัจจุบันโบท็อกซ์ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเรื้อรังหลายชนิด และช่วยบรรเทาอาการปวดให้กับผู้ป่วยที่ไม่ประสบผลสำเร็จจากการรักษาแบบอื่น ซึ่งอาการปวด และโรคที่เหมาะกับการรักษาด้วยโบท็อกซ์มีดังนี้

  • อาการปวดศีรษะไมเกรน
  • กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome)
  • ภาวะกล้ามเนื้อคอเกร็งผิดปกติ
  • อาการปวดหลังเรื้อรัง
  • อาการปวดข้อ
  • โรคข้อเสื่อม
  • อาการปวดคอเรื้อรัง
  • อาการปวดกราม
  • อาการปวดเส้นประสาท
  • โรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมหรืออักเสบ 
  • อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • อาการปวดข้อต่อขากรรไกร

ระยะเวลาและขั้นตอนการรักษา

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่มีอาการปวด โดยส่วนใหญ่การฉีดโบท็อกซ์นั้นใช้ระยะเวลาไม่นาน และรวดเร็ว ซึ่งแพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ต้องการโดยตรง ในบางตำแหน่งแพทย์อาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือเครื่อง เอกซเรย์ฟลูออโรสโคป (fluoroscopic-guided) นำทางเพื่อระบุตำแหน่งกล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทที่ต้องการฉีดแบบ Real-time

ผลลัพธ์หลังการทำหัตถการ

โดยทั่วไป หลังการฉีดโบท็อกซ์จะเริ่มเห็นผลลดปวดภายในประมาณ 3–4 วัน และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ในช่วง 10–14 วัน ผลลัพธ์ที่ได้สามารถคงอยู่ได้นานกว่า 3–6 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละบุคคลและบริเวณที่ทำการรักษา

เมื่อเวลาผ่านไป ตัวยาจะค่อย ๆ หมดฤทธิ์ ส่งผลให้อาการปวดอาจกลับมาได้อีกครั้ง ดังนั้น หากต้องการคงประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดอย่างต่อเนื่อง สามารถพิจารณาฉีดซ้ำได้ตามความเหมาะสม โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำความถี่ในการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

การดูแลตนเองหลังทำหัตถการ

  • หลังทำหัตถการอาจเกิดรอยช้ำหรืออาการเจ็บเล็กน้อย ซึ่งสามารถพบได้และมักหายไปภายในไม่กี่วัน
  • สามารถใช้ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดได้โดยประคบครั้งละ 10–15 นาที เพื่อลดบวมและรอยช้ำ
  • หากมีอาการปวดระบมมากสามารถรับประทานยาพาราเซตามอล หรือยาลดปวดชนิดอื่น และควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มต้านการอักเสบ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน ภายใน 24 ชั่วโมงแรก หรือตามคำแนะนำของแพทย์ 
  • อาจมีอาการปวดศีรษะชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่รักษาอาการปวดไมเกรน
  • ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมดังต่อไปนี้
    • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดทับ: ไม่ควรถู นวด หรือกดบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการกระจายของตัวยา
    • นั่งหรือตั้งศีรษะให้ตรง: ควรอยู่ในท่าศีรษะตั้งตรงอย่างน้อย 3–4 ชั่วโมงหลังการฉีด
    • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก: งดการออกกำลังกาย ยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ใช้แรงมากเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
    • หลีกเลี่ยงความร้อน: ควรงดซาวน่า อ่างน้ำร้อน ห้องอบไอน้ำ หรือโยคะร้อน อย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ
    • หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์ผิวหน้า (กรณีได้รับการฉีดโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าหรือศีรษะ): งดการทำทรีตเมนต์หรือใช้เครื่องทำความสะอาดผิวหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

หลังทำหัตถการหากมีอาการ อ่อนแรงผิดปกติ ไหล่ตก หรือปวดเรื้อรัง ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบ

ข้อควรระวังและกลุ่มเสี่ยง

แม้ว่าการฉีดโบท็อกซ์จะถือว่ามีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่มีข้อระวังในบางกลุ่มที่ไม่ควรเข้ารับการรักษา ได้แก่

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (Neuromuscular disease)
  • ผู้ที่มีภาวะหนังตาตก (Ptosis)
  • ผู้ที่มีกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง

หากท่านมีข้อสงสัยหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

รักษาอาการปวดที่ Bangkok Interventional Clinic

เราให้ความสำคัญกับการรักษาเชิงลึก ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • ประเมินและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านการระงับปวด
  • หัตถการระงับปวดเฉพาะจุด เพื่อลดอาการได้อย่างรวดเร็ว
  • การให้ความรู้แก่ผู้ป่วย เพื่อร่วมวางแผนการดูแลตนเองอย่างยั่งยืน

เรามีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกท่านที่เข้ามารับบริการให้ดีที่สุด หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การประเมินที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสม คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง Bangkok Interventional Clinic  – คลินิกดูแลอาการปวดและเส้นประสาท โดยแพทย์เฉพาะทาง

หัตถการอื่นๆ

Bangkok Interventional Clinic

ขอบคุณที่ติดต่อเรา

ทีมงาน Bangkok Interventional Clinic
ได้รับข้อความของคุณเรียบร้อยแล้ว
และจะรีบติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด

ปิดอัตโนมัติใน 5 วินาที